1. ติมอร์-เลสเต หรือ ติมอร์ตะวันออก เป็นเพียงประเทศเล็กๆ บนเกาะหนึ่งในปลายสุดตะวันออก แม้จะชื่อว่าติมอร์-เลสเต แต่เกาะติมอร์นี้ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ระหว่างติมอร์ฝั่งตะวันตกของอินโดนีเซีย และติมอร์ฝั่งตะวันออกที่เป็นเอกราช แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?

สิ่งที่ทำให้ “ติมอร์ตะวันออก” แตกต่างจากอินโดนีเซียคือประวัติศาสตร์อาณานิคม เกาะส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของดัตช์ แต่ติมอร์ตะวันออกกลับตกอยู่ใต้จักรวรรดิโปรตุเกสมานานหลายศตวรรษ

ความแตกต่างนี้สร้างเส้นแบ่งเชิงอัตลักษณ์ของอินโดนีเซีย และติมอร์ตะวันออกอย่างชัดเจน ภาษา ศาสนา และระบบราชการของติมอร์ตะวันออกเอนไปทางละตินและคาทอลิก มากกว่าดัตช์-มลายูแบบอินโดนีเซีย เมื่อครั้นอินโดนีเซียได้รับเอกราชจากดัตช์หลังสงครามโลกครั้งที่สองมาก่อน ติมอร์ตะวันออกไม่ได้รวมเข้าไปด้วย แต่ยังคงเป็น “จังหวัดโพ้นทะเล” ของโปรตุเกส

2. จนกระทั่งการเมืองภายในโปรตุเกสลุกเป็นไฟ เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 1974 เมื่อกองทัพฝ่ายซ้ายในโปรตุเกสก่อรัฐประหารโค่นรัฐบาลเผด็จการเอสตาโด โนโว เหตุการณ์ที่เรียกว่า “การปฏิวัติคาร์เนชัน” นำไปสู่การประกาศนโยบายถอนตัวจากอาณานิคมอย่างเร่งด่วน

3. ดินแดนในแอฟริกาหลายแห่งมีขบวนการปลดปล่อยอย่างเป็นระบบ และต่อสู้เพื่อเอกราชมานานแล้ว แต่ติมอร์ตะวันออกไม่เคยมีสงครามปลดปล่อยระดับเดียวกัน การตัดสินใจของโปรตุเกสจึงเท่ากับปล่อยดินแดนเล็กๆ แห่งนี้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านโดยไร้โครงสร้างรัฐและกลุ่มอำนาจที่จะสามารถปกครองติมอร์-เลสเตได้อย่างเข้มแข็ง

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

– ไม่มีผู้นำที่ชัดเจน

4. เมื่อโปรตุเกสจะถอนตัว สุญญากาศทางอำนาจก็เกิดขึ้นในติมอร์ทันที พรรคการเมืองติมอร์ตะวันออกเริ่มก่อตัวอย่างเร่งรีบโดยมีแนวคิดแตกต่างกันชัดเจน 3 พรรคด้วยกัน

1. UDT พรรคสายอนุรักษนิยมและชนชั้นนำเดิม ซึ่งไม่ได้อยากรวมกับอินโดนีเซีย
2. Fretilin พรรคสายชาตินิยมก้าวหน้า ที่มีนโยบายสังคมนิยม
3. APODETI พรรคที่ต้องการรวมกับอินโดนีเซีย

UDT มีฐานจากชนชั้นนำเดิมและเจ้าของที่ดิน ขณะที่ Fretilin มีภาพลักษณ์ก้าวหน้าและได้รับความนิยมในหมู่ครู ข้าราชการรุ่นใหม่ และคนเมือง ทั้งสองฝ่ายเคยตัดสินใจจับมือร่วมกันในการสร้างประเทศติมอร์-เลสเตหลังได้รับเอกราช

5. แต่ความหวาดระแวงต่อคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น ทำให้ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายเกิดความสั่นคลอน UDT เริ่มไม่ไว้ใจว่าปีกซ้ายของเฟรติลินอาจจะพาติมอร์เข้าสู่แนวทางคอมมิวนิสต์ได้ จึงเริ่มไม่ไว้ใจ Fretilin และเกิดความขัดแย้งในที่สุด

6. จุดแตกหักเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 1975 เมื่อ UDT ตัดสินใจยึดอำนาจในกรุงดิลี ยึดสถานีวิทยุ สนามบิน และโครงสร้างสำคัญของรัฐ จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ผู้สนับสนุนของทั้งสองฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง เกิดการจับกุมและสังหารตอบโต้กัน หน่วยทหารพื้นเมืองที่เคยฝึกโดยโปรตุเกสเปลี่ยนข้างไปสนับสนุนเฟรติลิน และพัฒนากลายเป็นกำลังติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อฟาลินติล (Falintil)

ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ UDT พ่ายแพ้ พวกเขาถอยร่นไปยังชายแดนอินโดนีเซีย ขณะที่เฟรติลินควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของติมอร์ตะวันออกได้สำเร็จ

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

– เพื่อนบ้านที่กำลังจับตามอง

7. ท่ามกลางความวุ่นวายของติมอร์ตะวันออก อินโดนีเซียจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่มทหารสายแข็งและหน่วยข่าวกรองอินโดนีเซียเห็นว่า หากติมอร์กลายเป็นรัฐเอกราชภายใต้ผู้นำที่ถูกมองว่าเอนเอียงซ้าย ก็อาจกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของอินโดนีเซียในยุคสงครามเย็นได้ ที่เลวร้ายกว่านั้นอาจทำให้หมู่เกาะอินโดนีเซียอื่นๆ อยากแยกตัวเป็นเอกราชเช่นเดียวกันกับติมอร์ตะวันออก

แม้ประธานาธิบดีซูฮาร์โตในช่วงแรกจะระมัดระวังประเด็นนี้มาก เพราะไม่ต้องการให้เกิดแรงกดดันระหว่างประเทศและปัญหาเศรษฐกิจภายใน แต่ฝ่ายความมั่นคงของอินโดนีเซียก็เริ่มดำเนินการทางการเมืองและข่าวกรองเพื่อสร้างเงื่อนไขให้การแทรกแซงติมอตะวันออกของอินโดนีเซียมีความชอบธรรม

8. ในระยะแรก หน่วยข่าวกรองอินโดนีเซียพยายามแทรกแซงการเมืองติมอร์ตะวันออกทางอ้อม โดยการผลักดันพรรค APODETI ของติมอร์ ที่ต้องการผนวกร่วมกับอินโดนีเซียเพื่อสร้างภาพว่าเป็นความต้องการของชาวติมอร์ตะวันออกเอง

แต่เมื่อไม่เป็นไปตามแผน ปฏิบัติการลับจึงขยายตัวเป็นการส่งหน่วยรบพิเศษแทรกซึมตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 1975 และตามมาด้วยการโจมตีทางทหารเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม เหตุการณ์สังหารนักข่าวต่างชาติที่เมืองบาลิโบเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม กลายเป็นสัญญาณเตือนว่าความขัดแย้งกำลังเข้าสู่ขั้นรุนแรง

9. นักวิชาการอย่าง John Taylor ชี้ว่า อินโดนีเซียตัดสินใจบุกติมอร์ด้วยเหตุผลหลักสามประการ ได้แก่

1. การป้องกันไม่ให้รัฐในอินโดนีเซียที่ต้องการประกาศเอกราชเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
2. การหุบทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลติมอร์
3. การเสริมบทบาทตนเองให้เป็นพันธมิตรทางทหารหลักของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังการล่มสลายของเวียดนามใต้

10. วันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ.1975 ท่ามกลางความวุ่นวายหลังสงครามกลางเมือง ฝ่าย Fretilin ประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ตะวันออก” หรือ ติมอร์-เลสเต อย่างเป็นทางการ ธงชาติได้ถูกชักขึ้น รัฐบาลใหม่ถูกตั้งขึ้น และประเทศเล็กๆ แห่งนี้ถือกำเนิดบนเวทีโลกเป็นครั้งแรก
.
แต่เอกราชนั้นมีอายุเพียง 9 วันเท่านั้น…

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

– อินโดนีเซียเปิดฉากโจมตี

11. อินโดนีเซียเปิดปฏิบัติการโลตัส (Operation Lotus) ในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1975 เป็นปฏิบัติการทางทหารที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่อินโดนีเซียทำมาจนถึงปัจจุบัน ฝ่ายอินโดนีเซียเปิดฉากด้วยการระดมยิงปืนใหญ่จากเรือรบใส่กรุงดิลีตั้งแต่ช่วงตี 3 ก่อนนาวิกโยธินอินโดนีเซีย 400 นายจะยกพลขึ้นบกด้วยรถถังสะเทินน้ำสะเทินบกและรถลำเลียงพล ฝ่ายอินโดนีเซียเผชิญกับการต่อต้านเพียงเล็กน้อย และในเวลา 7 โมงเช้า ก็เข้าควบคุมหัวหาดได้สำเร็จ

12. ทหารพลร่มชาวอินโดนีเซียจำนวน 641 นาย ได้กระโดดร่มลงสู่กรุงดิลี การสู้รบที่กินเวลานานถึง 6 ชั่วโมงกับกองกำลัง FALINTIL จนถึงเวลาเที่ยงวัน กองกำลังอินโดนีเซียสามารถก็ยึดกรุงดิลีได้สำเร็จ โดยแลกมาด้วยชีวิตของทหารอินโดนีเซีย 35 นาย ในขณะที่ทหารฝ่าย FALINTIL เสียชีวิตในการสู้รบครั้งนี้ 122 นาย

13. หลังจากกรุงดิลีแตกเพียงไม่กี่วัน เมืองใหญ่อันดับสองของติมอร์อย่าง “บาเกา” (Baucau) ก็ถูกยึดได้สำเร็จในวันที่ 10 ธันวาคม 1975 และปฏิบัติการขยายวงอย่างต่อเนื่อง ภายในเดือนเมษายน 1976 อินโดนีเซียมีกำลังทหารในติมอร์แล้วประมาณ 35,000 นาย และมีกำลังสำรองอีกนับหมื่นประจำการอยู่ฝั่งติมอร์ตะวันตก

หน่วยทหารจำนวนมากล้วนเป็นกำลังรบชั้นหัวกะทิของอินโดนีเซีย สิ้นปีเดียวกัน ทหารกว่า 10,000 นายประจำการในกรุงดิลี และอีกราว 20,000 นายกระจายทั่วพื้นที่ติมอร์ตะวันออก กำลัง FALINTIL ที่เสียเปรียบอย่างหนักจึงถอยขึ้นภูเขา เปลี่ยนรูปแบบการรบเป็นสงครามกองโจร และสงครามได้ยืดเยื้อออกไปอีกหลายปี

14. พร้อมกันนั้น อินโดนีเซียเร่งสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลและจัด “สมัชชาประชาชน” รับรองการผนวกรวม ก่อนประกาศให้ติมอร์ตะวันออกเป็นจังหวัดที่ 27 ของอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 1976 แม้หลายประเทศและสหประชาชาติไม่ยอมรับ แต่การผนวกดินแดนก็เกิดขึ้นอยู่ดี

15. หลังยึดเมืองหลักได้สำเร็จ ฝ่ายอินโดนีเซียก็เปิดยุทธการ “ล้อมและทำลาย” ในช่วงปี 1977–1978 ใช้อาวุธหนักและกำลังพลจำนวนมากทิ้งระเบิดภูเขา ตัดเสบียง และบีบประชาชนลงจากที่สูง ความอดอยากถูกใช้เป็นเครื่องมือ กองกำลัง FALINTIL ถูกทำลายอย่างหนัก และในวันที่ 31 ธันวาคม 1978 นีโคเลา โลบาโต ผู้นำสำคัญของฝ่ายต้าน ถูกยิงเสียชีวิต สงครามช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่โหดร้ายและสูญเสียมากที่สุด

การยึดครองติมอร์ดำเนินต่อไปอีกยาวนานกว่าสองทศวรรษกว่าที่ ติมอร์-เลสเตจะได้รับเอกราชอีกครั้ง…

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

(เสริม) หลังอินโดนีเซียเปิดฉากบุกติมอร์-เลสเต สหประชาชาติ (UN) ไม่ได้นิ่งนอนใจวันที่ 12 ธันวาคม 1975 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติออกมติ “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการรุกรานของอินโดนีเซีย เรียกร้องให้ถอนทหารโดยทันทีและย้ำสิทธิของชาวติมอร์ในการกำหนดอนาคตตนเอง

เพียงสิบวันถัดมา วันที่ 22 ธันวาคม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติในทิศทางเดียวกัน พร้อมเรียกร้องให้เลขาธิการสหประชาชาติส่งผู้แทนพิเศษเข้าไปประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ และผลักดันให้มีการปฏิบัติตามมติ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมติดังกล่าวไม่สามารถหยุดยั้งการยึดครองของอินโดนีเซียได้เลย บรรยากาศสงครามเย็นทำให้มหาอำนาจคำนวณผลประโยชน์เหนือหลักการความถูกต้อง

แดเนียล แพทริก มอยนิฮาน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ UN ในขณะนั้น เขียนภายหลังว่า สหรัฐอเมริกาต้องการให้สถานการณ์ “ออกมาในรูปแบบนี้” และทำให้สหประชาชาติไร้ประสิทธิภาพในการจัดการวิกฤตนี้ ต่อมาเขายอมรับว่านโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางสงครามเย็นที่ “น่าละอาย”

ผลลัพธ์คือ แม้ UN จะไม่เคยรับรองการผนวกติมอร์ของอินโดนีเซีย แต่การยึดครองก็ยังดำเนินต่อไป โดยไร้การแทรกแซงจากประชาคมโลก

#TWCHistory #TWCTimor_leste #TWC_Salmon