หากถามว่าคนกลุ่มใดเป็นคนที่ทรงอำนาจ-ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกนี้ ตอบตามข้อเท็จจริงก็คงต้องเป็น “ฝรั่งผิวขาว” อย่างแน่นอน อันที่จริงพวกเขายังมีแนวคิดของตัวเองเรื่อง “คนขาวเป็นใหญ่” (white supremacy) ด้วยซ้ำ ที่มีเนื้อหาว่าการที่คนขาวทรงอิทธิพลขนาดนี้เพราะตัวเองมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าคนชาติอื่นๆ (เช่น ฉลาดกว่า บริหารประเทศดีกว่า) ควรที่จะมีอำนาจและเอกสิทธิ์สูงสุดในวรรณะทางสีผิวทั้งปวง
ที่ผ่านมาคนดำ คนพื้นเมือง คนละตินและคนเอเชียมักตกเป็นเหยื่อของ racism ในสังคมตะวันตก อย่างไรก็ตามในช่วงหลังกลับพบว่าคนขาว “เกินครึ่ง” รายงานว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อการถูกเลือกปฏิบัติเมื่อเทียบกับคนดำ ซึ่งปรากฏการณ์นี้พบทั้งในอเมริกา ยุโรปและออสเตรเลีย …แม้แต่คนไทยบางส่วนก็ยังสมาทานแนวคิดนี้มาด้วยและบอกต่อๆ กันว่าเดี๋ยวนี้คนขาวไม่เหยียดคนเอเชียแล้ว มีแต่คนดำนี่แหละที่เหยียด
สิ่งนี้มีคำเรียกว่า Reverse Racism แต่มันมีอยู่จริงหรือไม่? คนดำไม่เจอ racism แล้ว มีแต่คนขาวและคนเอเชียเท่านั้นที่เจอ? และสุดท้ายปัญหาความสัมพันธ์ของคนต่างสีผิวจะเป็นอย่างไร? ในโพสต์นี้เราจะมาหาคำตอบของปรากฏการณ์นี้ไปพร้อมกันครับ
_______________
🔴 [N-word ไม่ใช่ทั้งหมดของ Racism]
1. ก่อนอื่นเลยต้องมาทำความเข้าใจคำว่า “racism” กันก่อนนะครับ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะแปลคำนี้ว่า “เหยียดเชื้อชาติ” หรือ “เหยียดผิว” ซึ่งเมื่อแปลอย่างนั้นคนก็จะเข้าใจไปว่าแค่เลิกเรียกกันด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม (N*****, หรือกรณีของไทย เช่น ไอ้-ืด, ไอ้ล-ว, ไอ้เ-๊ก ฯลฯ) ก็ถือว่าไม่ได้เหยียดแล้ว
2. แต่คำถามคือสิ่งที่คนดำเจอมีเพียงเรื่องโดนเรียกว่า N***** จริงหรือ? หากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของสหรัฐจะพบว่าสิ่งที่พวกเขาเผชิญนั้นมีตั้งแต่การตกเป็นทาส พ้นมาแล้วก็ยังเจอกับการแบ่งแยก (segregation) ถูกตีตรา ถูกรุมประชาทัณฑ์ รวมไปถึงถูกกีดกันทั้งด้านการศึกษา อาชีพและการเมือง
3. แม้แต่หลังยุคมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ที่เรียกร้องสิทธิพลเมืองไปแล้ว ก็ยังเจอปัญหาเรื่องการปฏิบัติรุนแรงของตำรวจที่มีคนดำไม่มีอาวุธถูกตำรวจสังหารอยู่หลายกรณี สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือองค์ประกอบหนึ่งของ racism ซึ่งมีคำแปลตามราชบัณฑิตฯ ว่า “คตินิยมเชื้อชาติ” (พูดกันตรงๆ ถ้าคนดำไม่ผ่านเรื่องราวเหล่านี้มา แค่คำว่า N***** เฉยๆ ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดต่อคนดำหรอก)
4. บางคนชี้ว่าสังคมอเมริกาได้ผ่านยุคนิยมเชื้อชาติมาหลังคนดำได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแล้ว คนขาวส่วนใหญ่ก็เลิกเรียกคนดำด้วยถ้อยคำเหยียดหยามนี้แล้ว เช่นนั้นก็ควรหยุดพูดถึงเรื่องนี้เสียที คนที่ยังพูดต่อไปคือคนที่จงใจปลุกปั่นให้คนต่างสีผิวเกลียดกัน ลากปัญหาคตินิยมเชื้อชาติให้ไม่รู้จักจบสิ้น
_______________
🔴 [Reverse Racism คืออะไร?]
5. นอกจากนี้ยังเกิดคอนเซปต์ที่เรียกว่า “reverse racism” ซึ่งระบุว่าทุกวันนี้คนดำเผชิญกับ racism น้อยลง สวนทางกับคนขาวที่เผชิญกับ racism มากขึ้น โดยเป็น anti-white racism ที่คนขาวตกเป็นเหยื่อ! การสำรวจความคิดเห็นของสถาบันวิจัยศาสนาสาธารณะเมื่อปี 2014 พบว่าคนขาวในสหรัฐกว่าครึ่งมองว่าตัวเองถูกเลือกปฏิบัติหนักกว่าคนดำ หรือผลสำรวจของยูกอฟในอังกฤษเมื่อปี 2018 พบว่าคนส่วนใหญ่มองว่าคนไม่ว่าเชื้อชาติสีผิวใดถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติไม่แตกต่างกัน …ซึ่งสำหรับคนภายนอกส่วนใหญ่แล้วฟังดังนั้นก็คงเกาหัวแกรกว่าคนดำจะเอาอะไรมาเลือกปฏิบัติคนขาว!
6. ทีนี้ก็มีคนพยายามทำความเข้าใจแนวคิดเช่นนี้เหมือนกัน นักเขียนในนิตยสาร Vice รายหนึ่งเรียบเรียงความคิดของคนขาว (บางคน) ว่า ทำไมคนขาวห้ามพูดคำบางคำหรือปล่อยมุกบางอย่างที่คนดำใช้ได้? ทำไมคนขาวไม่มี “เดือนประวัติศาสตร์คนขาว” (White History Month) บ้าง? ทำไมคนขาวจะต้องจ่ายชดใช้การกระทำของบรรพบุรุษตัวเองด้วย? หรือทำไมถึงเกิดกลุ่ม Black Lives Matter จะเรียกร้องแต่สิทธิ์คนดำโดยต่อต้านคนขาวใช่ไหม? …นี่คือความคิดที่คนขาวบางส่วนมองว่าช่างอยุติธรรมเสียเหลือเกิน!
_______________
🔴 [Affirmative Action นโยบายลงโทษคนขาวเพราะ “สีผิวผิด”?]
7. เรื่องหนึ่งที่คนขาวบางส่วนรู้สึกว่าตัวเองถูกเลือกปฏิบัติจากคนดำมากคือนโยบาย “affirmative action” (การยืนยันสิทธิประโยชน์) หรือการส่งเสริมชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มให้เข้าถึงโอกาสบางอย่างง่ายขึ้น เช่น ระบบโควตาหรือระบบให้คะแนนพิเศษในการรับสมัครเข้าศึกษาหรือทำงาน
8. ทีนี้คนขาวบางคนก็โจมตีว่านโยบายเหล่านี้แหละเป็นการทำลายระบบคุณธรรม (meritocracy) หรือระบบที่ตัดสินคนจากความสามารถ กลายเป็นว่าคนดำที่ความสามารถน้อยกว่ากลับได้โอกาสดีกว่าคนขาวเพราะแค่สีผิว!
9. การต่อต้าน affirmative action กลายเป็นคดีดังๆ ในสหรัฐหลายคดี ยกตัวอย่างเช่นคดีอบีเกล ฟิชเชอร์ที่ฟ้องร้องในปี 2016 กล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ปฏิเสธไม่รับเธอเข้าเรียน แต่กลับคัดเลือกให้คนดำที่ได้คะแนนน้อยกว่าได้เข้าเรียน
อย่างไรก็ตามศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินให้เธอแพ้คดี โดยพนักงานมหาวิทยาลัยยื่นหลักฐานต่อศาลว่าในกรณีของฟิชเชอร์ต่อให้เธอผิวดำเธอก็ยังถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนอยู่ดี เรียกง่ายๆ ว่าคะแนนผลการเรียนและคุณสมบัติไม่ถึงทั้งขึ้นทั้งล่อง (นอกจากนี้ในปีนั้นนักศึกษาที่ได้รับเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบคุณสมบัตินี้มี 47 คน เป็นคนขาว 42 คน เป็นคนดำและละตินเพียง 5 คน)
10. เรื่องย้อนแย้งอย่างหนึ่งในประเด็น affirmative action คือคนขาวบางคนโต้แย้งระบบนี้และต้องการกลับไปใช้ระบบความสามารถอย่างเดียว แต่เมื่อไปแข่งขันกับคนเชื้อสายเอเชียที่ทำคะแนนสอบได้สูงกว่า เสียงในประเด็นนี้ก็จะแผ่วลงทันที …นิตยสาร Vox ถึงกับตั้งข้อสังเกตว่าคนขาวสนใจประเด็นระบบความสามารถหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าคู่แข่งเป็นใคร
11. ในปี 2015 Vijay Chokal-Ingam ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย พยายาม “เปิดโปง” reverse racism โดยไปสมัครโรงเรียนแพทย์เทียบกันระหว่างบอกว่าตัวเองเป็นคนเอเชียใต้กับบอกว่าตัวเองเป็นคนดำ เขาบอกว่าตอนสมัครโดยบอกว่าเป็นคนดำนั้นทำให้เขาผ่านการสมัครและบอกว่านี่คือหลักฐานของการเอื้อคนดำ แต่ก็มีคนพบว่าจริงๆ แล้วนั่นพิสูจน์อะไรไม่ได้เลยเพราะไปสมัครคนละที่ นอกจากนี้เขายังได้รับข้อเสนอให้เข้าเรียนจากฮาร์วาร์ดและ UCLA โดยใช้อัตลักษณ์จริงอีกด้วย
12. แต่สิ่งที่ Chokal-Ingam พิสูจน์คือในช่วงที่เขาแอบอ้างตัวเองเป็นคนดำนั้น เขาได้บันทึกในเว็บไซต์ของตัวเองว่า “ประสบการณ์ของผมต่อ racism ในฐานะชาวแอฟริกันอเมริกันคือการถูกรังควานจากเจ้าหน้าที่นโยบาย และถูกพนักงานกล่าวหาว่ายกเค้าปล้นร้านค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนตอนที่ผมเป็นลูกชายของหมอชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย” (อ้าว) …สรุปคือกลายเป็นโชว์หลักฐานพิสูจน์ว่าคนดำถูกเลือกปฏิบัติเสียอย่างนั้น
13. ในช่วงหลังคดีแรงงานในสหรัฐยังคนขาวร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติมาขึ้น บ้างชี้ว่าบริษัทห้างร้านบางแห่งที่เจ้าของเป็นชนกลุ่มน้อยเลือกรับคนกลุ่มเดียวกับตัวเองก่อน แต่สถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐพบว่าข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานพบว่ามีเพียง 1-3% ที่มีข้อหา “reverse racism” และส่วนใหญ่ไม่มีมูลใดๆ …สรุปง่ายๆ ว่าปัญหาคนดำที่มีคุณสมบัติน้อยกว่าแย่งงานคนขาวนั้นแทบไม่ใช่ปัญหาสำคัญของสังคมเลย
14. และรายละเอียดยังมีอยู่ว่าแม้ทุกวันนี้คนขาวยังได้รับโอกาสในการทำงานดีกว่าคนดำ โดยการศึกษาในนครนิวยอร์กพบว่าคนขาวที่ยื่นสมัครงานจะได้รับการติดต่อกลับมากกว่าคนดำถึงครึ่งต่อครึ่ง และถ้าคนดำพยายามปิดซ่อนการกล่าวถึงเชื้อชาติของตัวเองจะได้รับโอกาสเข้าทำงานมากกว่าคนที่เปิดเผยเชื้อชาติอย่างมีนัยสำคัญ
15. อันที่จริงนโยบายของรัฐที่ต้องดำเนินการเพื่อส่งเสริมคนด้อยโอกาสอื่นๆ ก็พบเห็นได้ในกรณีอื่นๆ เช่น คนพิการ รัฐก็สงวนตำแหน่งงานบางส่วนให้กับคนพิการเหล่านี้ซึ่งก็ถือเป็น “affirmative action” เช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่านโยบาย affirmative action ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อให้คนดำหรือคนพิการมีสิทธิ์เหนือกว่าคนขาวหรือคนปกติแต่เป็นการส่งเสริมให้คนเหล่านี้มีโอกาสใกล้เคียงกับคนส่วนใหญ่มากขึ้นเท่านั้น (ป.ล. คติกีดกันคนพิการก็มีนะครับ เรียกว่า ableism)
_______________
🔴 [คนดำเป็น racist ได้ไหม?]
16. หนึ่งคำถามยอดฮิตที่เป็นที่ถกเถียงกันมากคือคำถามว่า “มีแต่คนขาวเท่านั้นที่เป็น racist?”, “คนดำเป็น racist ได้ไหม?” มีบางคนพยายามโต้แย้งว่าการใช้คำพูดดูถูกเหยียดหยามหรือแสดงทัศนคติแบบเป็นปรปักษ์อย่างชัดเจนของคนดำนั้นเป็นสัญลักษณ์ว่าคนๆ นั้นเป็น racist แล้ว
17. แน่นอนว่าการใช้ถ้อยคำหรือแสดงทัศนคติทำนองนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เข้าข่าย “อคติทางเชื้อชาติ” (racial prejudice) ซึ่งสิ่งนี้ก็พบเห็นได้ในคนทุกเผ่าพันธุ์ แต่การจะบอกว่าคนดำที่ทำแบบนี้เป็น racist นั้นก็ต้องย้อนกลับไปดูความหมายของ racism ข้างต้น เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าการที่คนดำถูกเรียกว่า N***** ไม่ใช่ความหมายทั้งหมด
18. ความเข้าใจของคนขาวหลายคนคือ racism เป็นเพียงเรื่องราวระหว่างบุคคลเท่านั้น ใครจะเป็น racist หรือไม่ขึ้นอยู่กับศีลธรรมมโนสำนึกของแต่ละคน ไม่มีเรื่องความสัมพันธ์เชิงสถาบันหรืออำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าคนขาวหรือคนดำมีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อของ racism เหมือนๆ กัน (ซึ่งก็แปลกๆ หน่อยเพราะประวัติศาสตร์อเมริกามีแต่การบันทึกว่าคนดำ คนละตินและคนเอเชียที่ตกเป็นเหยื่อ และบางทีคนขาวก็ยัง racist ใส่คนขาวด้วยกันอย่างเช่นคนไอร์แลนด์หรือคนอิตาลีที่อพยพหนีความยากจนมาด้วย)
19. ในเรื่องนี้ เซบา เบลย์ (Zeba Blay) นักเขียนอเมริกันผิวดำ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “แรงจูงใจเบื้องหลังข้อโต้แย้ง reverse racism ดูเหมือนว่าจะเป็นความต้องการพิสูจน์ว่าคนผิวสีก็ไม่ได้โดนหนักขนาดนั้นนี่หว่า, พวกเขาไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่เสียเปรียบหรือตกเป็นเป้าเพราะสีผิวนะ มันเหมือนกับโอลิมปิก Racism เลย และมันไม่จริงโดยสิ้นเชิง”
20. ในปี 2013 นักแสดงเดี่ยวไมโครโฟน อาเมอร์ ราห์มาน เคยกล่าวว่า Reverse Racism จะเกิดขึ้นได้ถ้าเขามีไทม์แมชชีน ย้อนเวลาไปชวนผู้นำแอฟริกา เอเชียและตะวันออกกลางให้มาบุกและยึดยุโรปเป็นอาณานิคม เขาจะทำลายยุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษเพื่อให้ลูกหลานชาวยุโรปอยากอพยพไปประเทศของคนผิวดำและผิวน้ำตาล เขาจะสร้างระบบสังคมที่ให้เอกสิทธิ์แก่คนผิวดำและผิวน้ำตาล แล้วทิ้งระเบิดใส่ประเทศคนขาวเป็นระยะๆ และบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเองเพราะวัฒนธรรมของพวกเขาด้อยกว่า
_______________
🔴 [ทำไมแนวคิด Reverse Racism จึงแพร่หลาย?]
21. บทวิเคราะห์ทางวิชาการเจาะหาสาเหตุของ Reverse Racism นั้นแทบไม่มี แต่บทความในนิตยสาร Vice ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมาจากสามปัจจัย ข้อแรกคือความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับความหมายของ Racism อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้ว
22. ข้อสองคือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ด้อยลงสำหรับคนขาว เพราะความเป็นคนผิวขาวมี “คุณค่าทางเศรษฐกิจลดลง” โดยเฉพาะผู้ชายผิวขาวซึ่งแต่ก่อนเคยได้งานดีๆ และหาเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ทุกวันนี้เขาไม่ได้รับความเคารพหรือใช้วิถีชีวิตแบบชนชั้นกลางได้เหมือนเดิม ซึ่งมีปัจจัยทั้งจากโลกาภิวัฒน์และระบบสหภาพแรงงานที่เสื่อมถอยลง …แต่โทษชนกลุ่มน้อยนี่แหละสะดวกใจดี พวกนี้ต่างหากที่มาแย่งงานแถมยังขี้เกียจคอยแต่สูบสวัสดิการแบบคนงอมืองอเท้าไปด้วย (อ้าว ย้อนแย้งแล้วนะ)
23. และข้อสามคือความเชื่อแบบสมคบคิดว่าคนขาวกำลังถูกแทนที่ด้วยคนสีผิวอื่น กลัวว่าตัวเองจะเสียสถานะคนส่วนใหญ่ กลุ่มคนที่มีอำนาจนำสังคม และคนที่เคยได้ส่วนแบ่งทรัพยากรมากที่สุด พวกเขากลัวมากว่าวัฒนธรรมของตัวเองจะสูญเสียไป ถึงกับมีการอ้างว่าคนขาวกำลังตกเป็นเป้าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (white genocide) โดยพบว่ามีกลุ่มฝ่ายขวาในสหรัฐและออสเตรเลียถึงกับเสนอให้ประเทศตัวเองรับผู้ลี้ภัยที่เป็นคนขาวในแอฟริกาใต้ที่ตกเป็นเป้าอาชญากรรมเลยทีเดียว ซึ่งแนวคิดเหล่านี้เป็นความพยายามหาสมัครพรรคพวกของกลุ่มฝ่ายขวาต่างๆ และเป็นชนวนให้เกิดการโจมตีก่อการร้ายมาแล้วไม่น้อย…
_______________
🔴 [Color blindness เลิกต่อความยาวแล้วมันจะจบเอง!?]
24. ฝ่ายขวาไม่น้อยมักยกโควตคำพูดของมอร์แกน ฟรีแมน นักแสดงคนดำชื่อดัง ที่ยกมาสั้นๆ ว่า ปัญหา Racism หยุดได้ด้วยการเลิกพูดถึงมัน โดยละเลยบริบทว่าความหมายของเขาคือเขามองว่าไม่ควรรำลึกถึงชนกลุ่มน้อยอย่างคนดำเพียงเดือนเดียว (ฝ่ายขวาที่เคยเชียร์ฟรีแกนยกใหญ่หันมาโกรธเขาตอนไปเรียก Tea Party ว่าเป็น racist ที่ประกาศกร้าวว่าจะทำทุกทางเพื่อให้โอบามาได้เป็นประธานาธิบดีสมัยเดียว)
25. อันที่จริงแนวคิดเลิกพูดถึงปัญหา racism หรือพยายามให้ปฏิบัติต่อคนทุกสีผิวเท่าเทียมกันนั้นก็มีอยู่เหมือนกัน โดยมีคำเรียกว่า “color blindness” หรือ “ตาบอดสี” แม้แนวคิดให้ปฏิบัติต่อทุกคนโดยไม่สนใจสีผิวจะฟังดูดี แต่ผลกระทบของมันคือการทำเป็นเห็นความเท่าเทียมในสังคมที่ยังไม่เท่าเทียม
26. หากมองไม่เห็นความไม่เท่าเทียม ข้อมูลสถิติว่าคนดำมีโอกาสน้อยกว่าทั้งในด้านการศึกษา อาชีพ การจ้างงาน ไปจนถึงระบบอาชญากรรม ก็จะถูกมองว่าคนเหล่านี้ทำตัวเองทั้งสิ้น โดยไม่สนใจผลพวงของ racism ที่กระทบต่อโอกาส รวมถึงไม่สนใจมองหาทางแก้ของปัญหาเหล่านี้ด้วย และจากงานวิจัยในยุคหลังยังพบว่ามีคนอเมริกันผิวขาวเพียงราว 20% ที่แสดงความเห็นใจต่อการที่คนดำถูกเลือกปฏิบัติ
27. นอกจากนี้คนไม่น้อยยังเชื่อมันในระบบความสามารถของอเมริกา คือมองว่าถ้าตัวเองขยันทำงานหนักมากพอหรือมีพรสวรรค์ก็จะประสบความสำเร็จทางการเงินได้
การวิจัยทางจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยเยลและนอร์ทเวสเทิร์นยังระบุอีกว่า คนอเมริกันประเมินความเสมอภาคในสังคมอเมริกันเกินจริงไปมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการประเมินความคืบหน้าสู่ความเสมอภาคทางเชื้อชาติสูงเกินจริงเช่นกัน
…พวกเขาย่อมต้องปกป้องความเชื่อว่าทุกอย่างหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงตัวเองเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ที่มองตัวเองแม้สังคมที่อยู่นั้นจะเอื้อประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างเป็นระบบ…
28. พูดง่ายๆ ว่าแนวคิด color blindness ดูจะเป็นแนวคิดที่ดีและควรปฏิบัติถ้าหากไม่มีปัญหา racism เกิดขึ้นตั้งแต่แรก หรือหากแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมที่เป็นผลพวงจาก racism หมดไปแล้ว มิฉะนั้นมันก็จะเท่ากับการอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นต่อไปเพราะแสร้งทำเป็นไม่มีปัญหาแล้วนั่นเอง
_______________
🔴 [บทส่งท้าย]
กล่าวถึงตรงนี้ก็คงเห็นภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ racism การนิยามความหมายและผลกระทบในสังคมอเมริกากันแล้วนะครับ
หลายคนยังเข้าใจว่าปัญหานี้ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยการเลิกพูดถึงมัน หันมาใช้ระบบความสามารถทั้งหมด ยกเลิก affirmative action หลายคนเข้าใจไปถึงขั้นว่าคนดำทุกวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายถูกกดขี่ แต่กลับจะมากดขี่กลุ่มอื่นๆ ต่อแล้วด้วยซ้ำ
แต่หวังว่าโพสต์นี้จะทำให้ท่านเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหานี้มากขึ้น ทำไมปัญหานี้จึงควรถูกพูดถึงและหาทางแก้ไขต่อไป
…เพราะอันดับแรกของการแก้ไขปัญหาคือการยอมรับว่ามันมีอยู่จริง ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม วิธีนี้ไม่เคยแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย…
#TWCSummary #TWCUSA #TWC_Cheeze
0 Comment