***นี่เป็นนิทานพื้นบ้านของประเทศบังกลาเทศ มีการปรับบางคำ รวมถึงบางบทพูดเล็กน้อยเพื่อให้คนไทยเข้าใจง่ายขึ้น***

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… มีพราหมณ์หนุ่มผู้ยากจนคนหนึ่งได้ตกหลุมรักหญิงสาวผู้หนึ่งและตั้งใจจะแต่งงานกับนาง

แต่ด้วยฐานะอันขัดสนเพียงแค่คิดเรื่องพิธีแต่งงานก็กลายเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายสำหรับงานแต่งหากยังต้องเตรียมเงินสินสอดเพื่อดูแลพ่อแม่ของฝ่ายหญิงด้วย

แม้จะลำบากเพียงใด แต่พราหมณ์ผู้นั้นก็ไม่ยอมแพ้ต่อความรัก เขาออกเดินไปตามบ้านของผู้มั่งคั่ง คอยอ้อนวอน ขอความช่วยเหลือยอมก้มหัวและเอาใจผู้คนมากมาย

วันแล้ววันเล่าเขาเดินขอเงินจากคนแล้วคนเล่า จนในที่สุดก็สามารถรวบรวมเงินได้ครบตามจำนวนที่ต้องการสำหรับการแต่งงานได้สำเร็จ

การแต่งงานเกิดขึ้นตามกำหนดเวลาพิธีเป็นไปอย่างเรียบง่าย หลังจากนั้นพราหมณ์หนุ่มก็พาภรรยาไปแนะนำให้มารดารู้จัก

ทั้งสามใช้ชีวิตร่วมกันได้ไม่นาน เขาก็เรียกมารดามาพูดคุยด้วยสีหน้าหนักใจ เขาบอกมารดาว่า
ตนไม่มีเงินมากพอจะเลี้ยงดูทั้งแม่และภรรยาไปพร้อมกันจึงจำเป็นต้องออกเดินทางไปยังต่างแดนเพื่อหาเงินก้อนใหญ่กลับมา

เขาบอกอีกว่าการเดินทางครั้งนี้อาจกินเวลาหลายปีและเขาจะยังไม่กลับมาจนกว่าจะมีเงินมากพอที่จะทำให้ครอบครัวอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก

ก่อนออกเดินทางเขามอบเงินทั้งหมดที่ตนมีให้มารดาขอให้แม่ใช้จ่ายอย่างประหยัดและช่วยดูแลภรรยาของเขาให้ดี

มารดารับฟังด้วยหัวใจหนักอึ้งแต่ก็ให้พรแก่ลูกชายขอให้การเดินทางปลอดภัยและประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้

เมื่อได้รับพรจากแม่แล้วพราหมณ์หนุ่มก็ออกเดินทางทิ้งบ้าน ภรรยา และมารดาไว้เบื้องหลัง

แต่ในเย็นวันนั้นเอง ผีตนหนึ่งซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนพราหมณ์หนุ่มทุกประการได้เข้ามาในบ้าน

ภรรยาคิดว่าเป็นสามีของตน จึงพูดกับเขาว่า “ทำไมถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ล่ะ? เคยบอกว่าจะไปอยู่หลายปี ทำไมถึงเปลี่ยนใจล่ะ?”

ผีตอบว่า “วันนี้ไม่ใช่วันมงคลข้าจึงกลับบ้านมาก่อน นอกจากนี้ข้ายังมีเงินอยู่บ้างแล้วคงไม่ต้องจากเจ้าไปไกลแล้ว”

ทั้งแม่และภรรยาไม่สงสัยเลยว่านั่นไม่ใช่ลูกชายของตน เพราะผีและพราหมณ์หนุ่มนั้นเหมือนกันทุกประการราวกับฝาแฝด แม้แต่คนในละแวกนั้นจึงคิดว่าผีนั้นคือพราหมณ์ตัวจริง

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

หลังจากบ้านไปร่วมปี พราหมณ์หนุ่มก็กลับมาจากการเดินทางไกล แต่เมื่อกลับถึงบ้านเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบอีกคนที่เหมือนกับตนนอนอยู่ในบ้าน

ผีพูดกับพราหมณ์หนุ่มว่า “ท่านเป็นใคร? มีธุระอะไรถึงมาบ้านข้า?”
“ท่านถามว่าข้าเป็นใคร?” พราหมณ์หนุ่มตอบ “ให้ข้าถามท่านบ้างสิ นี่บ้านของข้า นั่นคือแม่ของข้า และนั่นคือภรรยาของข้าเว้ย”

ผีตนนั้นกล่าวว่า “ท่านนี่ช่างแปลกประหลาด ทุกคนรู้ว่านี่คือบ้านของฉัน นั่นคือภรรยาของฉัน และนั่นคือแม่ของฉัน และฉันอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว แต่เจ้ากลับแสร้งทำเป็นว่านี่คือบ้านของเจ้า และผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาของเจ้า เจ้าคงสติไม่ดีแล้วท่านพราหมณ์”

พูดจบผีก็ขับไล่พราหมณ์หนุ่มออกจากบ้าน เขาตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไร ในที่สุดเขาก็คิดได้ว่าจะไปหาพระราชาและกราบทูลให้ไต่สวนเรื่องราวของตน

เมื่อการไต่สวนมาถึง แม้แต่ต่อหน้ากษัตริย์ก็มองเห็นทั้งพราหมณ์ที่เป็นวิญญาณและพราหมณ์ หนุ่มเหมือนกันทุกประการ พระองค์จึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจและไม่รู้ว่าจะตัดสินข้อพิพาทนี้อย่างไร

วันแล้ววันเล่า พราหมณ์หนุ่มก็ไปหากษัตริย์และวิงวอนขอให้พระองค์คืนบ้าน ภรรยา และมารดาให้ แต่กษัตริย์ไม่รู้จะตัดสินอย่างไร ก็ไม่ตัดสินมันซะเลย!! จึงเลื่อนนัดไปวันรุ่งขึ้นทุกครั้ง

ทุกวันกษัตริย์บอกเขาว่า “มาพรุ่งนี้” และทุกวันพราหมณ์หนุ่มก็จากวังไปพร้อมกับร้องไห้และตบหน้าผากด้วยฝ่ามือพลางกล่าวว่า “โลกนี้ช่างชั่วร้ายเหลือเกิน! ฮือ ฮือ ข้าถูกขับไล่ออกจากบ้านของตนเอง และคนอื่นก็ยึดครองบ้านและภรรยาของข้า! และกษัตริย์องค์นี้ช่างเป็นอย่างไร! เขาไม่ยุติธรรมเลย”

หลายวันผ่านไป ขณะพราหมณ์หนุ่มเดินออกจากวังหลวงเพื่อกลับออกไปยังนอกเมือง เขาจะต้องผ่านที่แห่งหนึ่งเสมอตรงบริเวณนั้นมีเด็กเลี้ยงหมาคอร์กี้จำนวนมากพากันเอาหมาคอร์กี้ออกมาวิ่ง ซิ่ง กลิ้งอยู่ในทุ่ง ส่วนตัวเด็กๆ เอง ก็จะมารวมกลุ่มกันนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

ระหว่างที่คอร์กี้วิ่งเล่น เด็กเหล่านั้นก็เล่นเกมกันเพื่อฆ่าเวลาเกมที่พวกเขาชอบเล่น คือการเล่นเป็น “กษัตริย์” แห่งอาณาจักรคอร์กี้

เด็กคนหนึ่งถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์ อีกคนเป็นเสนาบดี อีกคนรับบทเป็นหัวหน้าตำรวจและเด็กที่เหลือก็ทำหน้าที่เป็นทหารยาม ทุกคนเล่นบทบาทของตนอย่างจริงจังราวกับว่าพวกเขากำลังปกครองอาณาจักรจริงๆ

เด็กเลี้ยงหมาคอร์กี้เหล่านั้นเห็นพราหมณ์หนุ่มเดินผ่านไปพร้อมกับร้องไห้อยู่ทุกวัน จนวันหนึ่งเด็กที่รับบทเป็นกษัตริย์ถามเสนาบดีของตนว่า รู้หรือไม่ว่าทำไมพราหมณ์ผู้นั้นจึงร้องไห้ทุกวัน??

เมื่อเสนาบดีตอบไม่ได้เด็กที่เป็นกษัตริย์จึงสั่งให้ทหารยามคนหนึ่งไปพาพราหมณ์ท่านนั้นมาพบ

เด็กคนหนึ่งจึงเดินไปหาและกล่าวกับพราหมณ์หนุ่มว่า “กษัตริย์เรียกให้ท่านไปพบเดี๋ยวนี้”

พราหมณ์หนุ่มตอบว่า “เรียกไปทำไม? ข้าเพิ่งกลับมาจากวังและกษัตริย์ก็เลื่อนการตัดสินไปพรุ่งนี้ แล้วเหตุใดจึงเรียกข้าอีก?”

เด็กเลี้ยงคอร์กี้คนนั้นจึงตอบว่า “ไม่ใช่กษัตริย์องค์นั้นแต่เป็นกษัตริย์ของพวกเรา กษัตริย์แห่งคอร์กี้”

พราหมณ์หนุ่มถามกลับว่า “กษัตริย์แห่งคอร์กี้… คืออะไรวะน่ะ?”

เด็กคนนั้นตอบเพียงว่า “มาดูเองเถอะหน่า”

เมื่อได้พบกัน กษัตริย์แห่งคอร์กี้จึงถามพราหมณ์ว่า เหตุใดเขาจึงเดินร้องไห้ผ่านไปทุกวันพราหมณ์หนุ่มจึงเล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าของตนทั้งหมดให้ฟัง

เมื่อได้ฟังเรื่องจนจบกษัตริย์แห่งคอร์กี้กล่าวว่าเขาเข้าใจคดีนี้ดีแล้ว และจะช่วยคืนสิทธิทั้งหมดให้แก่พราหมณ์หนุ่ม

แต่มีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวคือเขาต้องไปขออนุญาตจากกษัตริย์ของแผ่นดินให้เขาเป็นผู้ตัดสินคดีนี้ให้ได้

วันต่อมา พราหมณ์หนุ่มกลับไปหากษัตริย์และกราบทูลขอให้ส่งคดีของตนไปให้กษัตริย์แห่งคอร์กี้เป็นผู้พิจารณา

กษัตริย์ซึ่งรู้สึกหนักใจกับคดีนี้มานานและไม่อาจหาทางตัดสินได้จึงยอมอนุญาตตามคำขอให้จบๆ ไป

วันรุ่งขึ้นถูกกำหนดให้เป็นวันพิจารณาคดีกษัตริย์แห่งคอร์กี้ซึ่งมองเห็นความจริงทั้งหมดแล้ว
ได้นำขวดใบเล็กใบหนึ่งที่มีปากขวดแคบติดตัวมาด้วยต่อหน้าพราหมณ์ตัวจริงและพราหมณ์ผีต่างมาปรากฏตัวต่อหน้าศาล

หลังจากมีการสอบพยานและถกเถียงกันอยู่นานกษัตริย์แห่งคอร์กี้ก็กล่าวว่า เขาได้ฟังเรื่องทั้งหมดเพียงพอแล้วและจะตัดสินคดีในทันที

จากนั้นเขาชี้ไปที่ขวดใบนั้นและกล่าวว่า

“ผู้ใดในพวกท่านที่สามารถเข้าไปอยู่ในขวดใบนี้ได้ศาลจะตัดสินให้ผู้นั้นเป็นเจ้าของบ้านที่กำลังพิพาทกันอยู่!!

“เอาละ ทีนี้มาดูกันว่าใครในพวกเจ้าจะเข้าไปในขวดได้”

พราหมณ์หนุ่มกล่าวว่า “ท่านเป็นเพียงเด็กเลี้ยงหมาคอร์กี้ สติปัญญาก็ย่อมเป็นแบบเด็กที่ได้แต่เลี้ยงคอร์กี้เท่านั้นแหละ มีมนุษย์คนใดกันที่จะเข้าไปอยู่ในขวดเล็กๆ เช่นนั้นได้?”

กษัตริย์แห่งคอร์กี้จึงตอบว่า “ถ้าเจ้าทำไม่ได้ เจ้าก็ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง!!”

จากนั้นเขาหันไปถามพราหมณ์ผีว่า “แล้วท่านล่ะ ว่าอย่างไร? ถ้าท่านเข้าไปอยู่ในขวดได้ บ้าน ภรรยา และมารดา ก็จะเป็นของท่านทั้งหมด”

พราหมณ์ผีตอบทันทีว่า “แน่นอน ข้าจะเข้าไป”

แล้วต่อหน้าทุกคนเขาก็ทำให้ร่างของตนเล็กลงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเท่าแมลงและเข้าไปอยู่ในขวดใบนั้นจริงๆ

ทันทีที่พราหมณ์ผีเข้าไปในขวด กษัตริย์แห่งคอร์กี้ก็ปิดจุกขวดลงทันที ทำให้ผีไม่อาจออกมาได้อีก

จากนั้นกษัตริย์แห่งคอร์กี้ก็หันไปกล่าวกับพราหมณ์หนุ่มว่า “นี่แหละคือสติปัญญาของเด็กเลี้ยงหมาคอร์กี้ จงนำขวดใบนี้ไปทิ้งลงสู่ก้นทะเล แล้วกลับไปบ้าน กลับไปหาภรรยาและมารดาของเจ้าซะ”

พราหมณ์หนุ่มผู้นั้นได้แต่ซาบซึ้งและทำตามคำสั่ง จากนั้นเขากลับไปใช้ชีวิตกับมารดาและภรรยาอย่างสงบสุขจนวันสุดท้ายของชีวิต

— จบ

#TWCVariety #TWCBangladesh #TWC_Salmon