ทุกคนเคยได้ยินชื่อเมือง “สุวรรณคาม” (Suvarnagrama) หรือ “โซนาการ์ออน” (Sonargaon) กันไหมครับ รู้กันไหมครับว่าเมืองสุวรรณคามในอดีตเป็นเมืองท่าที่สำคัญมาก อาจเทียบได้กับ ‘สิงคโปร์แห่งโลกยุคโบราณ’ เลยก็ไม่ผิด
สุวรรณคามคือหนึ่งในเมืองหลวงเก่าแก่ของภูมิภาคเบงกอลที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มเบงกอลตะวันออก (ปัจจุบันคือบังกลาเทศ) ไม่ไกลจากกรุงธากาในปัจจุบัน ชื่อแรกสุดของเมืองนี้คือ “สุวรรณคาม” อันมีรากศัพท์มาจากคำในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า “หมู่บ้านทองคำ” บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองมั่งคั่งของเมืองนี้แต่ครั้งโบราณ ด้วยทำเลที่ตั้งริมลำน้ำและที่ดินอุดมสมบูรณ์ เมืองสุวรรณคามจึงเติบโตเป็นศูนย์กลางการปกครองและการค้าของภูมิภาคเบงกอลตั้งแต่ช่วงยุคกลาง
จุดเริ่มต้นของเมืองสุวรรณคาม เริ่มในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 อาณาจักรฮินดูราชวงศ์เทวะย้ายราชธานีมาอยู่ที่สุวรรณคาม ทำให้เมืองนี้เริ่มมีบทบาทในฐานะเมืองหลวงแห่งราชวงศ์เทวะ
ต่อมาดินแดนเบงกอลถูกพิชิตโดยกองทัพมุสลิมทำให้ สุวรรณคามถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสุลต่านเดลี และเริ่มเพี้ยนชื่อเป็น “โซนาการ์ออน” แต่จุดพลิกผันจริงๆ ของเมืองนี้เกิดขึ้นเพราะ แม่ทัพฟัครุดดิน มูบาร็อก ชาห์ (Fakhruddin Mubarak Shah) ได้ใช้จังหวะที่การเมืองภายในกำลังวุ่นวาย ประกาศตั้งตนเป็นสุลต่านอิสระและสถาปนาสุวรรณคามขึ้นเป็นเมืองหลวงของสุลต่านเบงกอลเอกราชเป็นครั้งแรก
ด้วยความที่สุวรรณคามเป็นเมืองท่าและท่าพักเรือสำคัญของนานาชาติ ทำให้สุวรรณคามกลายเป็นชุมทางที่ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เกิดเป็นสังคมหลากวัฒนธรรมที่รุ่งเรือง
สุลต่านแห่งเบงกอลหลายพระองค์ได้โปรดให้สร้างสถาปัตยกรรมสำคัญในสุวรรณคาม ทั้งมัสยิด สุสาน และสิ่งก่อสร้างทางศาสนา เพื่อแสดงถึงอำนาจและศรัทธา อีกทั้งยังตั้งโรงกษาปณ์สำหรับผลิตเหรียญเงินตราขึ้นที่นี่
เหรียญที่ผลิตในสุวรรณคามถูกใช้แพร่หลายในดินแดนต่างๆ แสดงให้เห็นว่า เมืองแห่งนี้เคยมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค และอาจกล่าวได้ว่า สุวรรณคามคือหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อโลกในยุคโบราณขนาดไหน
ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 สุวรรณคามได้พัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าโลกยุคโบราณเลยก็ว่าได้ เพราะเรือสินค้าจากดินแดนตะวันตกและเอเชียอาคเนย์ต่างต้องเดินทางข้ามทะเลมายังท่าน้ำของเมืองนี้เพื่อจอดพัก จัดเก็บสินค้า แลกเปลี่ยน และเดินทางต่อไปยังภูมิภาคอื่น
นักเดินสำรวจโลกผู้มีชื่อเสียงอย่าง อิบนู บัตตูตา (Ibn Battuta) ได้มาเยือนเบงกอลราวปี ค.ศ.1346 เขาบันทึกว่าสุวรรณคามเป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับแผ่นดินจีน หมู่เกาะชวา และมัลดีฟโดยตรง สอดคล้องกับบันทึกของ หม่าฮวน (Ma Huan) นักสำรวจชาวจีนที่ร่วมเดินเรือไปเจิ้งเหอ ในต้นศตวรรษที่ 15 ที่พรรณนาสุวรรณคามว่าเป็นนครที่ยิ่งใหญ่ มีป้อมกำแพง โกดังสินค้า ตลาดคึกคัก และผลิตภัณฑ์อุดมสมบูรณ์
ผู้คนใช้ภาษาเบงกอลควบคู่กับภาษาเปอร์เซียในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้สินค้าที่ทำชื่อเสียงให้สุวรรณคามอย่างมากคือผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดที่เรียกว่า “ผ้ามัสลิน” ซึ่งถือเป็นสินค้าชั้นเลิศเป็นที่ต้องการทั่วโลก จนแม้แต่ในบันทึกของ ราล์ฟ ฟิตช์ (Ralph Fitch) พ่อค้าชาวอังกฤษซึ่งเดินทางมายังเบงกอลในปีก็กล่าวว่าสุวรรณคามคือแหล่งที่มีการทอ “ผ้าฝ้ายที่ดีที่สุดและเนื้อละเอียดที่สุดในชมพูทวีป”
.
ตลอดหลายศตวรรษ สุวรรณคามมีบทบาทโดดเด่นทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมของเบงกอล จนกระทั่งในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อจักรวรรดิโมกุลจากอินเดียพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ภูมิภาคนี้
ผู้นำท้องถิ่นชาวเบงกอลนามว่า อีซาข่าน (Isa Khan) ซึ่งสืบเชื้อสายขุนนางชาวอัฟกัน ได้รวบรวมกลุ่มเจ้าผู้ครองนครท้องถิ่นตั้งมั่นที่สุวรรณคาม เพื่อต่อต้านกองทัพโมกุลอย่างแข็งขันอยู่หลายปี ความกล้าหาญของ อีซาข่านที่สามารถรักษาดินแดนไว้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้สุวรรณคามถูกจารึกว่าเป็นสัญลักษณ์สุดท้ายของเอกราชแห่งเบงกอลก่อนที่จะตกอยู่ใต้ปกครองของโมกุลอย่างสมบูรณ์
แต่สุดท้ายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในที่สุดหลานชายของ อีซาข่าน คือ มูซาข่าน ก็พ่ายแพ้ต่อกองทัพโมกุลในปี ค.ศ.1611 ในที่สุดและผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโมกุล
ดั่งเมืองที่เคยรุ่งเรืองอื่นๆ ในอดีตมีรุ่งเรืองก็ต้องมีจุดจบ หลังจากยุครุ่งเรืองอันยาวนาน สุวรรณคามเข้าสู่ช่วงเสื่อมถอย เมื่อจักรวรรดิโมกุลสถาปนากรุงธากาเป็นเมืองหลวงของมณฑลเบงกอลในปี ค.ศ.1608
ความสำคัญของสุวรรณคามในฐานะศูนย์กลางการปกครองก็ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีเรือสินค้าเข้ามายังสุวรรณคามมากดังเดิม บทบาททางการค้าของสุวรรณคามก็ซบเซาลงอย่างน่าใจหาย ชาวเมืองจึงเริ่มย้ายถิ่นฐานออกจากเมืองแห่งนี้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
จากเมืองท่าที่เคยวุ่นวายเต็มไปด้วยกองเรือสินค้านานาชาตินับไม่ถ้วน ค่อยๆ แทบกลายสภาพเป็นเมืองชนบท ที่หลงเหลือเพียงซากความทรงจำในอดีตเท่านั้น
มีอยู่ช่วงหนึ่งในสมัยอาณานิคมอังกฤษ เขตชุมชนหนึ่งของสุวรรณคามที่เรียกว่า “ปานามนคร” ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้งในฐานะย่านการค้าของพ่อค้าชาวฮินดู มีการสร้างคฤหาสน์และตึกแถวสไตล์โคโลเนียลงดงามหลายแห่งโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุโรป
ทว่าภายหลังกิจกรรมการค้าได้ย้ายไปสู่เมืองที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งยังได้รับผลกระทบจากการถูกแบ่งแยกดินแดนในปี 1947 และเหตุการณ์จลาจลรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังปี 1964 ทำให้ปานามนครถูกทิ้งกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด
ปัจจุบัน สุวรรณคามหลงเหลือเพียงโบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์บางส่วนที่เป็นอนุสรณ์แห่งอดีตอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น มัสยิดโกลดี, สุสานโบราณของนักปราชญ์และนักบุญหลายท่าน, วัดฮินดูเก่าแก่ ตลอดจนกลุ่มอาคารบ้านเรือนโบราณในย่านปานามนคร
หลายภาคส่วนในบังกลาเทศกำลังผลักดันให้พื้นที่สุวรรณคาม และปานามนครได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เพื่อคุ้มครองโบราณสถานและคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่านี้ไว้สืบไปในอนาคต
#twchistory #twcbangladesh #TWC_Salmon
0 Comment