***นี่เป็นนิทานพื้นบ้านของประเทศบังกลาเทศ มีการปรับบางคำ รวมถึงบางบทพูดเล็กน้อยเพื่อให้คนไทยเข้าใจง่ายขึ้น***

กาลครั้งหนึ่ง มีพระราชาพระองค์หนึ่งผู้ทรงมีพระมเหสีอยู่สองพระองค์ คือ “ซูโอ” และ “ดูโอ”
ทว่าทั้งสองพระองค์กลับไม่มีโอรสธิดาเลยแม้แต่คนเดียว

วันหนึ่งมีนักบวชฟากีร์เดินทางมาถึงหน้าประตูพระราชวังเพื่อขออาหารประทังชีวิต
พระมเหสีซูโอจึงเสด็จออกไปพบนักบวชท่านนั้นและนำข้าวสารเพียงกำมือหนึ่งไปมอบให้

ครั้นเมื่อได้พบกัน นักบวชผู้นั้นถามพระนางว่า “เจ้ามีบุตรหรือไม่?”

เมื่อพระมเหสีซูโอตอบว่าไม่มี นักบวชก็ปฏิเสธจะรับทานทานนั้นทันที โดยกล่าวว่า มือของหญิงที่ยังไม่เคยมีบุตรนั้นถือเป็นสิ่งไม่บริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้จากไปโดยเปล่า เพื่อทดแทนน้ำใจของซูโอนักบวชได้ยื่นยาบางอย่างให้แก่พระมเหสี พร้อมกล่าวว่ายานี้จะช่วยให้ท่านมีบุตรได้

เมื่อพระนางแสดงความเต็มใจจะรับยา นักบวชจึงกำชับว่า “จงนำยานี้ไปกลืน พร้อมน้ำคั้นจากดอกทับทิม

หากเจ้าทำเช่นนั้น อีกไม่นานเจ้าจะได้ให้กำเนิดบุตรชาย เด็กคนนั้นจะงดงามยิ่ง ผิวพรรณจะสดใสราวสีของดอกทับทิม และเจ้าจงตั้งชื่อเขาว่า “ดาลิมกุมาร” แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน ศัตรูทั้งหลายจะพยายามเอาชีวิตของบุตรชายเจ้า…

“ชีวิตของเด็กชายผู้นี้ จะผูกพันอยู่กับชีวิตของปลาค้าวขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ในสระน้ำหน้าพระราชวังภายในหัวใจของปลานั้น มีหีบไม้ใบเล็กซ่อนอยู่ ในหีบนั้นคือสร้อยทองคำและสร้อยเส้นนั้น…ก็คือชีวิตของบุตรชายเจ้า”

กล่าวจบ นักบวชก็ลาจากไป…

::: ::: ::: ::: ::: :::

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วพระราชวังว่าพระมเหสีซูโอทรงตั้งท้องรัชทายาท

เมื่อพระราชาได้ยินข่าวก็ทรงยินดีมาก ทั้งขั้นมโนภาพของรัชทายาทผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ และราชวงศ์ที่จะสืบทอดอำนาจไปอีกยาวนาน ทำให้พระราชาเปี่ยมสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

งานเฉลิมฉลองถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เหล่าข้าราชบริพารและประชาชนต่างแสดงความยินดีอย่างเอิกเกริกและต่างเฝ้ารอการประสูติของเจ้าชายน้อย
เมื่อถึงเวลาพระมเหสีซูโอก็ให้กำเนิดโอรสเด็กชายผู้มีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศ ครั้นพระราชาได้ทอดพระเนตรพักตร์ของทารกเป็นครั้งแรกพระทัยก็พองโตด้วยความปลื้มปีติ

กาลเวลาผ่านไป ดาลิมกุมาร เติบโตขึ้นเป็นเด็กชายรูปงามในบรรดาการละเล่นทั้งหลายเขาหลงใหลการเลี้ยงนกพิราบเป็นพิเศษ

ความชอบนี้เองทำให้เขามีโอกาสพบปะกับพระมเหสีดูโอผู้เป็นพระมเหสีรองอยู่เสมอ เพราะนกพิราบของดาลิมมีนิสัยชอบบินหลงเข้าไปในเขตพระตำหนักของพระนาง

ครั้งแรกที่นกบินเข้าไปพระมเหสีรองก็ยอมคืนให้โดยดีครั้งที่สอง พระนางก็ยังคืนให้แม้จะเริ่มมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง และกล่าวว่า “อย่าให้มีครั้งที่สาม…”

ดาลิมกล่าวว่า แล้วถ้ามีครั้งที่สี่ล่ะ

พระนางบอกว่า “ครั้งที่สี่นี่ไม่ควร…”

แต่เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้พระมเหสีรองซึ่งสังเกตเห็นว่านกพิราบของดาลิมมักบินเข้ามาในตำหนักของตน

พระเมหสีรองจึงเริ่มวางแผนการอะไรบางอย่าง..

เพราะแท้จริงแล้วพระนางไม่เคยเอ็นดูดาลิมเลย เพราะนับตั้งแต่ดาลิมเกิดขึ้นมาพระราชาก็ทรงเหลียวแลพระนางน้อยลง ขณะเดียวกันกลับทรงรักและยกย่องพระมเหสีซูโอผู้เป็นมารดาของดาลิมอย่างออกหน้าออกตา

พระมเหสีรองเคยได้ยินข่าวมาที่ไม่รู้ว่าจากผู้ใดว่า นักบวชจาริกผู้ศักดิ์สิทธิ์มิได้เพียงมอบยาวิเศษแก่พระมเหสีซูโอเท่านั้น แต่ยังได้บอกความลับบางอย่างเกี่ยวกับ “ชีวิต” ของเด็กชายไว้ด้วย

พระนางได้ยินมาว่าชีวิตของดาลิมถูกผูกพันอยู่กับบางสิ่งแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรพระมเหสีรองจึงตัดสินใจจะรีดเอาความลับนั้นจากตัวดาลิม
::: ::: ::: ::: ::: :::

ครั้นวันหนึ่ง นกพิราบของดาลิมบินหลงเข้าไปในตำหนักของพระนางอีกครั้ง ครั้งนี้พระมเหสีรองกลับไม่ยอมคืนให้และกล่าวกับเด็กชายว่า

“แม่จะไม่คืนพิราบให้ จนกว่าเจ้าจะบอกอะไรแม่อย่างหนึ่ง”

ดาลิมเงยหน้าถามด้วยความไร้เดียงสา “เรื่องอะไรหรือเสด็จแม่?”

พระมเหสีรองยิ้มบางๆ “ไม่มีอะไรมากหรอกลูกรักแม่แค่อยากรู้ว่า…ชีวิตของเจ้าอยู่ที่ไหน”

เด็กชายงุนงง “ชีวิตของข้าอยู่ที่ไหนหรือเสด็จแม่? ก็อยู่กับตัวข้านี่ไม่ใช่หรือ?”

พระมเหสีรองส่ายพระพักตร์ “ไม่ใช่อย่างนั้นนักบวชจาริกเคยบอกมารดาของเจ้าว่าชีวิตของเจ้าผูกพันอยู่กับบางสิ่ง แม่อยากรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร”

ดาลิมส่ายหน้าอย่างซื่อๆ “ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนั้นเลย เสด็จแม่”

พระมเหสีรองจึงกล่าวต่ออย่างใจเย็น “ถ้าเจ้าสัญญาว่าจะไปถามมารดาของเจ้าว่าชีวิตของเจ้านั้นผูกพันอยู่กับสิ่งใดและนำคำตอบมาบอกแม่ แม่ก็จะคืนพิราบให้ แต่ถ้าไม่…ก็จะไม่คืน”

ดาลิมตอบรับอย่างว่าง่าย “เช่นนั้นข้าจะไปถาม และจะกลับมาบอกเสด็จแม่”

พระมเหสีรองจึงกำชับอีกครั้ง “แม่จะคืนพิราบให้ก็ได้ แต่มีเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่ง”

“เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่บอกมารดาของเจ้าว่าแม่เป็นคนต้องการรู้เรื่องนี้”

ดาลิมรับปากโดยไม่ลังเล

เมื่อพระมเหสีรองปล่อยนกพิราบคืนให้เด็กชายก็ดีใจมากที่ได้สัตว์เลี้ยงแสนรักกลับมาจนลืมสิ้นทุกถ้อยคำที่ได้สนทนากับพระมเหสีรอง

แต่ในวันถัดมานกพิราบก็ยังคงบินหลงเข้าไปในตำหนักของพระมเหสีรองอีก…

ดาลิมรีบไปหา พระนางก็ทวงถามเรื่องความลับทันที เด็กชายจึงสัญญาเดี๋ยววันนี้ไปถามให้แน่ๆ แล้ว
ในที่สุด นกพิราบก็ถูกส่งคืนหลังจากเล่นกับนกจนหนำใจดาลิมก็เดินไปหามารดา แล้วเอ่ยขึ้นว่า

“เสด็จแม่… โปรดบอกข้าเถิดว่า ชีวิตของข้าถูกผูกไว้กับสิ่งใด”

พระมเหสีซูโอถึงกับตกตะลึง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ลูกรัก?”

เมื่อเด็กชายยืนยันว่าเคยได้ยินนักบวชกล่าวว่าชีวิตของเขาผูกพันอยู่กับบางสิ่งและขอให้พระนางบอกความจริง

พระมเหสีซูโอจึงรีบกล่าวอย่างร้อนรน ลูกของแม่ ดวงใจของแม่ อย่าถามคำถามอัปมงคลเช่นนี้เลย แต่ดาลิมไม่ยอมลดละเขายืนกรานจะรู้ความจริงให้ได้ถึงกับกล่าวว่าเขาจะไม่กิน ไม่ดื่มสิ่งใดจนกว่าจะได้รับคำตอบ

พระมเหสีผู้ถูกความอ้อนวอนของบุตรชายกดดันอย่างหนัก จนในที่สุดพระมเหสีซูโอก็จำต้องบอกความลับแห่งชีวิตของบุตรชายให้เขาฟัง

::: ::: ::: ::: ::: :::

วันถัดมา นกพิราบก็บินหลงเข้าไปในตำหนักของพระมเหสีรองอีกเช่นเคย ดาลิมตามนกไปจนพบกับพระมเหสีรองอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้วาจาอ่อนโยนกล่อมเด็กชายจนสามารถล้วงเอาความลับทั้งหมดออกมาจากปากเขาได้

เมื่อพระมเหสีรองรู้แล้วว่าชีวิตของดาลิม กุมารถูกผูกพันอยู่ปลาค้าวขาว พระนางก็ไม่รอช้า รีบนำความนั้นมาใช้เพื่อแผนการอันชั่วร้ายของตนทันที

พระนางสั่งให้ข้ารับใช้ไปนำลำต้นแห้งของต้นกัญชงมาซึ่งเป็นพืชที่เปราะบางและเมื่อถูกกดทับจะส่งเสียงดังคล้ายเสียงกระดูกมนุษย์ที่แตกร้าว

ลำต้นเหล่านั้นถูกนำไปวางซ่อนไว้ใต้ที่นอนจากนั้น พระมเหสีรองก็ล้มตัวลงนอนและแสร้งทำเป็นป่วยหนัก

แม้พระราชาจะมิได้ทรงรักพระนางเทียบเท่าพระมเหสีอีกองค์หนึ่ง แต่เมื่อทรงทราบข่าวว่าพระนางประชวรก็เสด็จมาเยี่ยม

พระมเหสีรองแสร้งบ่นว่ารู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับว่ากระดูกทุกท่อนกำลังแตกร้าว และเมื่อพระนางพลิกกายจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งลำต้นกัญชงใต้ที่นอนก็ส่งเสียงดังกรอบแกรบสมดังที่พระนางต้องการ

พระราชาทรงหลงเชื่อว่าพระมเหสีรองประชวรหนักจริงจึงมีบัญชาให้แพทย์หลวงที่เก่งที่สุดเข้ามาตรวจรักษา

แต่ทว่าแพทย์หลวงผู้นั้นเองก็แอบรู้เห็นกับพระมเหสีรองอยู่ก่อนแล้ว แพทย์หลวงกราบทูลว่าโรคประหลาดนี้มีทางรักษาเพียงวิธีเดียวต้องนำบางสิ่งที่อยู่ภายในปลาค้าวขาวตัวใหญ่ซึ่งเลี้ยงไว้ในสระหน้าพระราชวังมาปรุงเป็นยา พระราชาจึงมีรับสั่งให้ไปจับปลาตัวนั้นโดยทันที

::: ::: ::: ::: ::: :::

ในการทอดแหครั้งแรกปลาค้าวขาวตัวใหญ่ก็ถูกจับ โดยที่ดาลิมกุมารกำลังเล่นอยู่ไม่ไกลจากสระน้ำกับเด็กคนอื่นๆ เช่นกัน

ทันทีที่ปลาค้าวขาวตัวใหญ่ถูกตาข่ายคล้องขึ้นมา ดาลิมก็รู้สึกไม่สบายตัว และเมื่อปลาถูกลากขึ้นฝั่งเด็กชายก็ทรุดลงกับพื้นหอบหายใจราวกับใกล้สิ้นใจ

เขาถูกรีบนำตัวไปยังตำหนักของมารดาข่าวอาการประชวรอย่างกะทันหันของโอรสทำให้พระราชาทรงตกตะลึง ขณะเดียวกันปลาค้าวขาวตัวนั้นก็ถูกนำไปยังตำหนักของพระมเหสีรองตามคำสั่งของแพทย์หลวง

ปลาค้าวขาวตัวนั้นถูกนำเข้าไปในตำหนักมันนอนดิ้นอยู่บนพื้น ครีบของมันกระแทกพื้นดังเป็นระยะราวกับกำลังต่อสู้กับความตาย ขณะเดียวกันดาลิมซึ่งอยู่ในห้องของมารดาถูกแพทย์หลวงกล่าวว่าเขาไม่มีทางรอดแล้ว

เมื่อผ่าท้องปลาออกก็พบหีบไม้ใบหนึ่งอยู่ภายในและในหีบนั้นมีสร้อยคอทองคำอยู่

ทันทีที่พระมเหสีรองสวมสร้อยเส้นนั้นในวินาทีเดียวกันนั้นเองดาลิมก็สิ้นชีวิตลงในห้องของมารดา

เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของโอรสและรัชทายาทไปถึงพระราชาพระองค์ก็จมอยู่ในห้วงแห่งความโศกเศร้า
พระราชาทรงร่ำไห้ต่อศพของดาลิมอย่างขมขื่นยิ่ง จนเหล่าข้าราชบริพารหวั่นเกรงว่าพระองค์อาจเสียพระสติอย่างถาวร

พระราชาไม่ยอมให้ฝังพระศพและไม่ทรงยอมให้ถวายพระเพลิงพระโอรส พระองค์ไม่อาจยอมรับความจริงของการสิ้นพระชนม์ของโอรสได้

แต่กลับมีพระบัญชาให้นำพระศพไปไว้ ณ เรือนสวนแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองและให้วางพระศพไว้ในสภาพเดิมพระองค์ยังมีรับสั่งให้จัดเตรียมเสบียงและสิ่งของทุกอย่างไปเก็บไว้ในเรือนหลังนั้น ราวกับว่าพระโอรสน้อยยังจำเป็นต้องใช้สิ่งของเหล่านั้น

มีพระบัญชาให้ปิดเรือนหลังนั้นไว้ทั้งกลางวันและกลางคืนและไม่ให้ผู้ใดเข้าไปได้ยกเว้นเพียงสหายสนิทที่สุดของดาลิมซึ่งเป็นบุตรชายของเสนาบดีเอกของพระราชาผู้นั้นได้รับมอบกุญแจเรือนและได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้วันละครั้งเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง

::: ::: ::: ::: ::: :::

ฝ่ายพระมเหสีซูโอผู้เป็นแม่ ด้วยความสูญเสียทำให้ทรงใช้ชีวิตอย่างสันโดษ พระราชาจึงยกสิทธิ์ทั้งหมดให้แก่พระมเหสีดูโอผู้เป็นมเหสีรองไป

พระมเหสีรองยังคงสวมสร้อยเส้นนั้นอยู่เสมอ แต่เพื่อมิให้ผู้ใดสงสัยว่าทำไมทรงสวมสร้อยตลอดเวลา จึงมักถอดสร้อยคอออกในเวลากลางคืน

และตามที่โชคชะตากำหนดไว้ ดาลิมจะอยู่ในสภาพแห่งความตายเฉพาะในช่วงที่สร้อยคอถูกสวมใส่เท่านั้นแต่เมื่อใดที่สร้อยคอถูกถอดออกดาลิมก็จะฟื้นคืนสู่สภาพมีชีวิต

ดังนั้นดาลิมจึงฟื้นคืนชีพทุกค่ำคืนเมื่อพระมเหสีรองถอดสร้อยออกและเสียชีวิตอีกครั้งในเช้าวันถัดมา
เมื่อพระนางสวมสร้อย

ยามที่ดาลิมกลับคืนชีพในเวลากลางคืนเขากินอาหารใดก็ตามที่ต้องการซึ่งมีเสบียงสำรองไว้อย่างเพียงพอในเรือนสวนเขาเดินไปมาอยู่ภายในบริเวณนั้นและครุ่นคิดถึงความประหลาดของชะตากรรมตนเอง

สหายของดาลิมซึ่งมาเยี่ยมเขาได้เฉพาะในเวลากลางวันมักพบเขานอนแน่นิ่งทุกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาฉงนใจหลังผ่านไปหลายวัน คือร่างนั้นยังคงอยู่ในสภาพเดิมเช่นเดียวกับวันที่เขาเห็นเป็นครั้งแรก

เพื่ออธิบายปรากฏการณ์อันประหลาดเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจเฝ้าดาลิมอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิมไม่เพียงแต่ในเวลากลางวันหากยังรวมถึงในยามค่ำคืนด้วย

คืนแรกที่เขาเข้าไปเยี่ยม เขาต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วเดินไปมาอยู่ในสวน

คืนแรกที่เขาเฝ้าดูดาลิม เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วเดินไปมาอยู่ในสวนในตอนแรกเขาคิดว่า “ผีหลอก” แต่เมื่อเขาเข้าไปจับดาลิมและตรวจดูอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าร่างนั้นมีเนื้อหนังจับต้องได้ เห้ยฟื้นจริงนี่หน่า

::: ::: ::: ::: ::: :::

ดาลิมจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นให้สหายฟัง จนในทึ่สุดทั้งสองก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า
ดาลิมฟื้นคืนชีพในเวลากลางคืน ก็เพราะพระมเหสีดูโอถอดสร้อยคอออกในยามที่พระราชาเสด็จมาเยี่ยมพระนาง

เมื่อชีวิตของเจ้าชายขึ้นอยู่กับสร้อยคอเส้นนั้นสหายทั้งสองจึงร่วมกันคิดหาหนทางเพื่อให้ได้สร้อยคอทองคำนั้นมาครอบครอง

คืนแล้วคืนเล่าทั้งสองปรึกษากันแต่ก็ไม่อาจคิดแผนการใดที่เป็นไปได้จริง แต่จนในที่สุดเหล่าเทพเจ้าก็ทรงนำพาการช่วยเหลือมาสู่ดาลิมกุมาร ด้วยวิธีอันสุดแสนจะเกินผู้ใดคาด…

::: ::: ::: ::: ::: :::

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนหญิงคนหนึ่งได้ให้กำเนิดบุตรสาวหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ตามตามความเชื่อพื้นบ้านของบังกลาเทศโชคชะตาของเด็กจะถูก “จารึกไว้บนหน้าผาก” ตั้งแต่เกิด

เมื่อมารดาของเด็กเกิดความกังวล นางจึงถามน้องชายของตนผู้ซึ่งมีหน้าที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ว่าโชคชะตาใดได้ถูกกำหนดไว้ให้เด็กน้อยผู้นี้

แต่คำตอบที่ได้รับทำให้นางแทบสิ้นเรี่ยวแรง เด็กหญิงผู้นั้นถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องแต่งงานกับชายผู้ตายแล้ว…

ผู้เป็นแม่ไม่อาจกลั้นความโศกเศร้าได้เมื่อคิดถึงชะตากรรมอันมืดหม่นที่รอคอยบุตรสาวของตนอยู่ในอนาคต

กาลเวลาผ่านไป เด็กหญิงเติบโตขึ้นเป็นหญิงงามยิ่งกว่าผู้ใด แต่ผู้เป็นมารดากลับไม่อาจมองนางด้วยความยินดีได้ เพราะคิดถึงแต่ชะตากรรมที่น้องชายของตนเป็นผู้กำหนดไว้

เมื่อบุตรสาวเข้าสู่วัยที่ต้องแต่งงาน มารดาจึงตัดสินใจพานางหลบหนีหวังจะหลีกเลี่ยงชะตาที่ถูกกำหนดไว้

แต่ขึ้นชื่อว่าชะตากรรม มันย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้…

::: ::: ::: ::: ::: :::

ระหว่างการเดินทั้งสองก็มาถึงเรือนสวนหลังหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่ดาลิมกุมารถูกเก็บรักษาร่างไว้

หญิงสาวบอกกับมารดาว่าตนกระหายน้ำ ผู้เป็นมารดาจึงให้บุตรสาวนั่งรออยู่ที่ประตูขณะที่ตนออกไปหาน้ำดื่มจากบ้านใกล้เรือนเคียง

ระหว่างที่รออยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเด็กหญิงได้ผลักบานประตูเรือนสวนเข้าไปซึ่งกลับเปิดออกเองโดยง่ายนางเดินเข้าไปภายในและเห็นอาคารงดงามราวพระราชวัง

เมื่อคิดจะออกมาประตูกลับปิดลงเองโดยไม่มีผู้ใดแตะต้องทำให้นางไม่อาจออกไปได้

เมื่อค่ำคืนมาถึง ดาลิมกุมาร ก็ฟื้นคืนชีพดังเช่นทุกคืน ขณะเดินไปมาในบริเวณนั้นเขาเห็นเงาร่างของมนุษย์อยู่ใกล้ประตู

เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่าเป็นหญิงสาวผู้มีความงดงามเป็นเลิศ เมื่อเขาถามว่านางเป็นใครหญิงสาวจึงเล่าเรื่องราวชีวิตของตนทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่เรื่องที่น้าชายของนาง คือผู้มีหน้าที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์
ได้เขียนชะตาบนหน้าผากของนางตั้งแต่แรกเกิดว่านางถูกกำหนดให้ต้องแต่งงานกับชายที่ตายแล้วและความทุกข์ของมารดาที่ต้องมีชีวิตอยู่กับชะตากรรมอันโหดร้ายนั้น

เมื่อรู้ว่าชะตากรรมของทั้งสองเกี่ยวพันกันการแต่งงานจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (นิทานอะไรก็เกิดขึ้นได้… และบทแม่ก็หายไปเลย)

พิธีแต่งงานจึงถูกประกอบขึ้นตามแบบพิธี เมื่อคู่สมรสใหม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของค่ำคืนนั้นโดยมิได้หลับใหลครั้นถึงรุ่งเช้าเมื่อทั้งสองตื่นจากการหลับ

หรือควรกล่าวว่าเป็นฝ่ายภรรยาที่ตื่นขึ้นคนเดียวดี…

เพราะเจ้าชายได้กลายเป็นร่างไร้วิญญาณเย็นชืดไปเสียแล้ว

::: ::: ::: ::: ::: :::

ความรู้สึกของหญิงสาวผู้นั้นย่อมยากเกินบรรยาย นางเขย่าร่างสามี เธอประทับจูบอุ่นๆ ลงบนริมฝีปากอันเย็นเฉียบแต่ก็ไร้ผลเขานอนแน่นิ่งราวกับเจ้าชายนิทราที่ไม่หายใจ

ด้วยความสยองขวัญนางทุบอกตนเอง ตบหน้าผากด้วยฝ่ามือ ดึงเส้นผมอย่างสุดแรง และวิ่งไปทั่วเรือนประหนึ่งคนเสียสติ

วันนั้นช่างยาวนานสำหรับหญิงผู้น่าสงสาร จนในที่สุดวันที่ยาวนานที่สุดก็สิ้นสุดลง เมื่อค่ำคืนมาถึงสามีของนางก็ฟื้นคืนสู่สติลุกขึ้นจากที่นอนโอบกอดภรรยาผู้โศกเศร้า

::: ::: ::: ::: ::: :::

เจ้าชายและพระชายาใช้ชีวิตร่วมกันอยู่เจ็ดหรือแปดปีจนได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคนซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนบิดาของตนทุกประการโดยที่พระราชาพระมเหสีทั้งสองและราชวงศ์คนอื่นๆ ต่างไม่รู้เลยว่า ดาลิมกุมารยังมีชีวิตอยู่ หรืออย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่ในยามค่ำคืน ทุกคนเชื่อกันว่าเขาเสียชีวิตไปนานแล้วและพระศพก็ถูกถวายพระเพลิงไปเรียบร้อย

ในใจของพระชายาของดาลิมยังคงครุ่นคิดเรื่องราวของมารดาของสามีผู้ซึ่งนางไม่เคยพบเห็นมาก่อน นางจึงวางแผนการหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแผนเพื่อที่จะเห็นหน้ามารดาของสามีเท่านั้น หากยังจะได้ครอบครองสร้อยคอของพระมเหสีรองซึ่งเป็นสิ่งควบคุมชีวิตสามีนางอยู่

ด้วยความยินยอมของสามีและความช่วยเหลือจากสหายของเขา นางจึงปลอมตัวเป็นช่างตัดเล็บหญิง
พร้อมห่อเครื่องมือเดินทางไปยังหน้าประตูพระราชวังพร้อมกับบุตรชายทั้งสองคน

::: ::: ::: ::: ::: :::

นางประกาศตนว่าเป็นช่างตัดเล็บและแสดงความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระมเหสีซูโอ และพระมเหสีซูโอทรงยอมให้เข้าเฝ้าโดยง่าย

เมื่อพระมเหสีดูโอเห็นหญิงผู้นั้นพร้อมเด็กชายสองคนก็เกิดความสะเทือนใจขึ้นอย่างแรง
เด็กทั้งสองมีลักษณะคล้ายคลึงกับดาลิมกุมาร โอรสผู้เป็นที่รักของพระนางมาก

แต่แน่นอนว่าพระนางไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าเด็กชายทั้งสองคนนั้นคือบุตรชายของดาลิม แต่พระมเหสีซูโอก็ตรัสว่านับตั้งแต่โอรสของพระนางสิ้นชีวิต พระนางก็ละทิ้งความยึดติดทางโลกทั้งปวงไปแล้วจึงปฏิเสธเธอไป

เธอได้เห็นหน้ามารดาของสามีตามที่ต้องการแล้ว จึงดำเนินแผนต่อไปโดยการเข้าไปยังตำหนักของพระมเหสีรอง และเสนอบริการตัดเล็บของตนซึ่งพระนางก็อนุญาต

เมื่อบริการเสร็จพระมเหสีรองก็พอใจอย่างมาก ทั้งในความชำนาญและอัธยาศัยอันอ่อนหวานของหญิงผู้นั้นถึงกับรับสั่งให้นางมาคอยปรนนิบัติอยู่เรื่อยๆ

หญิงผู้นั้นสังเกตเห็นว่าพระมเหสีรองไม่แสดงความระแวงใดๆ ต่อสร้อยคอที่คล้องอยู่อีกต่อไปแล้วจึงวางแผนขั้นต่อไป…

::: ::: ::: ::: ::: :::

เมื่อถึงวันที่เข้าเฝ้าเป็นครั้งที่สองหญิงผู้นั้นได้สั่งให้บุตรชายคนโตให้ร้องไห้ดังลั่นภายในพระราชวัง
และอย่าหยุดร้องจนกว่าจะได้สร้อยคอของพระมเหสีดูโอมาอยู่ในมือ

เมื่อมาเวลานัดหมายหญิงผู้ปลอมตัวเป็นช่างตัดเล็บจึงเข้าไปยังตำหนักของพระมเหสีรองอีกครั้ง

ขณะที่นางกำลังย้อมฝ่าเท้าของพระมเหสีเด็กชายคนโตก็เริ่มส่งเสียงร้องไห้ดังลั่นเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น

เมื่อถูกถามถึงเหตุผล เด็กชายก็ตอบตามแผนว่า… ป๋มอยากได้สร้อยคอของพระมเหสีคับ… 🥺

พระมเหสีรองไม่อาจยอมสละสร้อยคอเส้นนั้นได้ เธอบอกว่าเพราะสร้อยทองนี้เป็นอัญมณีที่ล้ำค่าและดีที่สุดในบรรดาเครื่องประดับทั้งหมดของพระนาง

แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เด็กชายหยุดร้องพระนางจึงยอมอะลุ้มอล่วยให้โดยการถอดสร้อยคอให้และวางลงในมือของเขาแทน

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจและต้องกลับบ้าน เด็กชายกลับไม่ยอมปล่อยสร้อยคอทองคำแม้มารดาจะพยายามแย่งคืน เขาร้องไห้อย่างหนักจนผู้เป็นมารดาเสนอให้เด็กนำสร้อยกลับไปก่อนโดยรับปากว่าจะนำมาคืนภายหลังเมื่อเด็กหลับ

พระมเหสีดูโอเห็นว่าเด็กไม่ยอมปล่อยสร้อย แต่ก็คิดว่าดาลิมเสียชีวิตไปนานแล้ว ให้ไปคงไม่เป็นอะไรจึงยอมให้เอาสร้อยกลับไปตามที่เธอเสนอ

เมื่อได้สร้อยคอมา เธอก็รีบไปยังเรือนสวนและนำสร้อยไปให้ดาลิมซึ่งกลับฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์ แผนต่อไปด้วยคำแนะนำของสหาย พวกเขาตัดสินใจเดินทางกลับพระราชวังเพื่อเข้าเฝ้าพระราชาและพระมเหสีซูโออีกครั้ง

มีการเตรียมขบวนอย่างสมพระเกียรติ ช้างศึกถูกจัดเตรียม เจ้าชายดาลิมเสด็จพร้อมพระชายาและโอรสทั้งสอง ข้อความถูกส่งไปยังพระราชวังว่าเจ้าชายดาลิมยังมีชีวิตอยู่ และกำลังจะเข้าเฝ้าพระบิดามารดา

เมื่อความจริงปรากฏ พระราชาและพระมเหสีซูโอดีใจอย่างยิ่ง ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความปลาบปลื้ม ขณะที่พระมเหสีดูโอ ซึ่งตระหนักว่าความชั่วร้ายทั้งหมดของตนกำลังจะถูกเปิดโปง กลับจมอยู่ในความเศร้าและหวาดหวั่น

ดาลิมเล่าทุกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความตายและการฟื้นคืนชีพของตน พระราชาโกรธพระเมหสีรองมาก จนมีรับสั่งให้นำพระมเหสีดูโอเข้ามาเฝ้า จากนั้นมีการขุดหลุมลึกเท่าความสูงของมนุษย์ จับพระมเหสีดูโอยืนลงไปในหลุมนั้น กองหนามแหลมถูกเททับขึ้นมาจนถึงพระเศียร และพระนางถูกฝังทั้งที่ยังมีชีวิต

และความลับแห่งชีวิตก็จบลง…

#TWCVariety #TWCBangladash #TWC_Salmon