1️⃣. ในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกา คงไม่มีเหตุการณ์อื้อฉาวไหนที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและตำแหน่งประธานาธิบดีได้มากไปกว่าเรื่องคลิปเสียงหลุดในคดี “วอเตอร์เกท” (Watergate) ซึ่งเป็นคลิปเสียงที่ถูกบันทึกภายในทำเนียบขาวเอง และกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่บีบให้ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสันต้องลาออกจากตำแหน่งในปี 1974

2️⃣. จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 มิถุนายน 1972 เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมวอเตอร์เกตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แจ้งตำรวจว่า เขาพบชายแปลกหน้าแอบลอบเข้ามาในสำนักงานของคณะกรรมการแห่งชาติพรรคเดโมแครต ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารนั้น

3️⃣. การจับกุมในคืนนั้นนำไปสู่การค้นพบว่า ชายกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่เรียกว่า “Committee for the Re-election of the President” (ย่อว่า CREEP) ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการเลือกตั้ง ริชาร์ด นิกสันในศึกชิงประธานาธิบดีสมัยที่สอง

4️⃣. แม้ในช่วงแรกทำเนียบขาวจะพยายามกลบเกลื่อน ทำไม่รู้ไม่ชี้ และบ่ายเบี่ยง โดยระบุว่าเป็นเรื่องไร้สาระและไม่ได้เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีนิกสันโดยตรง แต่ในไม่ช้าการสืบสวนที่ดำเนินการโดยสื่อมวลชน โดยเฉพาะบทความของคาร์ล เบิร์นสไตน์และบ็อบ วูดเวิร์ดจากหนังสือพิมพ์ The Washington Post ก็เริ่มเปิดเผยความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุและทำเนียบขาวออกมาอย่างต่อเนื่อง

5️⃣. ระหว่างที่การสืบสวน เจ้าหน้าที่สอบสวนของ FBI และวุฒิสภาเริ่มพบว่ามีความพยายามจะสกัดกั้นการสืบสวนขอเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นการให้การเท็จ การโอนเงินอย่างเงียบๆ ไปยังผู้ต้องหา การใช้ CIA มากดดัน FBI ให้ยุติการสืบสวน รวมถึงคำสั่งลับจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่พยายามปกปิดแหล่งเงินทุนของปฏิบัติการบุกวอเตอร์เกต

6️⃣. เรื่องเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดข้อสงสัยว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของ “กลุ่มสนับสนุนเลือกตั้ง” กระทำการเองเพียงฝ่ายเดียว อย่างที่ทำเนียบขาวอ้างมาตลอด 🧐

7️⃣. กระทั่งในปี 1973 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในระหว่างการให้การต่อวุฒิสภา อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีชื่อ “อเล็กซานเดอร์ บัตเตอร์ฟิลด์” ได้เปิดเผยบันทึกเสียงที่ทำให้ทั้งประเทศสหรัฐฯ ต้องตะลึง! และจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ไปตลอดกาล

8️⃣. ทุกบทสนทนาในห้องทำงานของประธานาธิบดีถูกแอบบันทึกไว้โดยระบบเครื่องบันทึกเสียงอัตโนมัติ ซึ่งติดตั้งไว้ในทำเนียบขาวมานานแล้วแค่เพียงไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และนิกสัน เป็นคนสั่งติดตั้งมันเอง! เพื่อบันทึกการประชุม 🎤

ข้อมูลนี้ทำให้คณะกรรมาธิการรัฐสภา และอัยการพิเศษขอให้ศาลมีคำสั่งให้ประธานาธิบดีมอบเทปเสียงเหล่านี้เพื่อตรวจสอบ

9️⃣. นิกสันในตอนนั้นพยายามขวางสุดแรง เขาอ้างสิทธิพิเศษของฝ่ายบริหาร (Executive Privilege) เพื่อไม่ให้เทปเสียงทั้งหมดหลุดออกไป และเสนอว่าจะสรุปใจความให้แทน

🔟. แต่ศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยในเดือนกรกฎาคม 1974 มีเอกฉันท์ว่า ประธานาธิบดีต้องมอบเทปเสียงฉบับเต็มให้กับอัยการพิเศษ นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตัดสินชะตากรรมของเขา

1️⃣1️⃣. เมื่อเทปเสียงที่เป็นประเด็น โดยเฉพาะที่ถูกเรียกว่า “smoking gun tape” ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เทปนี้บันทึกการสนทนาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1972 หลังจากการบุกเข้าไปที่ Watergate เพียงไม่กี่วัน

1️⃣2️⃣. ในบทสนทนาดังกล่าว นิกสันหารือกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว “บ็อบ ฮาลเดอแมน” ว่าควรใช้ CIA ไปกดดัน FBI ให้ยุติการสอบสวนเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นการพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน

1️⃣3️⃣. นอกจากนี้ เทปเสียงชุดอื่นๆ ที่ถูกเปิดเผยตามมา ยังชี้ให้เห็นว่านิกสันพูดคุยถึงการหาเงินเพื่อนำไปจ่ายเป็น “ค่าปิดปาก” ให้กับผู้ถูกจับกุม พยายามวางแผนโยนความผิดให้ผู้อื่นเพื่อปกป้องตนเอง และรู้เห็นเป็นใจกับการใช้กลไกของรัฐ เช่น CIA เพื่อเบี่ยงเบนทิศทางการสอบสวน

1️⃣4️⃣. การเปิดเผยเทปเสียงนี้ทำให้พรรครีพับลิกันเองเริ่มถอนการสนับสนุนนิกสัน และผู้นำในรัฐสภาเริ่มเดินหน้าเตรียมกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี

1️⃣5️⃣. แม้นิกสันจะยังปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อเห็นว่าเขาคงพ่ายแพ้การเลือกตั้งแน่ๆแล้วเขาจึงตัดสินใจ ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 8 สิงหาคม 1974 และให้รองประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด เข้ารับตำแหน่งแทน

(แล้วหนึ่งเดือนหลังจากที่นิกสันลาออก เจอรัลด์ ฟอร์ด ก็นิรโทษกรรมทั้งหมดให้กับเขา 👍)

#TWCHistory #TWCUsa #TWC_Salmon