ณ แผ่นดินผืนเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไว้ในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมาลัย พวกเขาเชื่อว่าตนเองคือบุตรหลานแห่ง “มังกรสายฟ้า” ที่นี่คือ “ราชอาณาจักรพุทธวัชรยาน” แห่งเดียวในโลก ที่แห่งนั้นคือ “ภูฏาน”
🐉 รู้หรือไม่!? ธงชาติของภูฏานถูกแบ่งครึ่งเฉียงออกเป็นสองสี สื่อถึงความสมดุลระหว่างทางโลกและทางธรรมโดยมี “มังกรสายฟ้า” เหินผ่านตรงกลาง
🐉 รู้หรือไม่!? ณ ที่แห่งนี้ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness) ได้ถูกยกขึ้นใช้แทน “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ” (GDP)
🐉 ปี 2026❗The Wild Chronicles ขอพาท่านเดินทางไป “ภูฏาน” : เทศกาลวันชาติโบราณ
🐉 ทัวร์ของเราไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!! โดยทัวร์นี้มี “คุณปั๊บ” เป็นวิทยากรประวัติศาสตร์นำทัวร์เอง
ท่านจะได้ผจญภัยเที่ยวชม
🎭 “เทศกาลหน้ากากปูนาคา” เทศกาลที่บอกเล่าเรื่องราวการสร้างชาติภูฏาน
🗡️ “พาโร รินปุง ซอง” ป้อมปราการโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องการรุกรานจากชาวทิเบต
☸️ “พระพุทธรูปดอร์เดนมา” พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สูงมากถึง 54 เมตร
🛡️ “ปูนาคาซอง” หนึ่งในป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศและสวยงามที่สุดของภูฏาน
🚙 “เมืองทิมพู” เมืองหลวงแห่งเดียวในโลกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร
🛕 “วัดทักซัง” วัดบนหน้าผาสูงชัน อันเป็น 1 ใน 10 วัดที่น่ามหัศจรรย์ของโลก
🏞️ “แช่น้ำร้อนท่ามกลางธรรมชาติ” ในน้ำยาสมุนไพร “เมนชู” อันเป็นสูตรเฉพาะซึ่งช่วยให้จิตใจสงบ
พร้อมสถานที่สุดพีกอีกมากมาย..
เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าครับว่า ทำไมต้องไป.. “ภูฏาน” : เทศกาลวันชาติโบราณ 🐉⚡กับ The Wild Chronicles
“ภูฏาน” ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งคั่นกลางระหว่างอินเดียและดินแดนทิเบต ดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งสายฟ้า” (Druk Yul) อันเป็นชื่อเรียกในภาษาซงคา ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของภูฏาน
ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภูฏานปกคลุมด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีทั้งป่าเขียวชอุ่ม ลำธาร และหุบเขาลึกที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์
ภูมิประเทศนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งให้ ภูฏานถูกปิดล้อมจากโลกภายนอกเป็นเวลานาน จนสามารถรักษาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากประเทศใดๆ ในโลก และทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
หากกล่าวถึงจุดเริ่มต้นภูฏานนั้น ดินแดนเคยเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยหุบเขาและชุมชนเล็กๆ กระจัดกระจาย จนกระทั่งในศตวรรษที่ 17 ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ชับดรัง งาวัง นัมเกล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) ที่ได้รวมชนเผ่าและหุบเขาต่างๆ เข้าด้วยกัน และก่อตั้งระบอบการปกครองภายใต้หลักศาสนาพุทธวัชรยานขึ้น
เขาได้สร้างป้อมปราการ “ซอง” ไว้ทั่วภูฏาน ซึ่งซองเหล่านั้นยังคงเป็นทั้งศูนย์กลางการปกครองและศาสนาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภูฏานได้จัดตั้งราชวงศ์ภายใต้กษัตริย์องค์แรก อูเก็น วังชุก (Ugyen Wangchuck) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ราชอาณาจักรวังชุก” ที่ปกครองต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องราวของชาติและพุทธศาสนาของภูฏานได้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน และถูกสะท้อนผ่าน “เทศกาลหน้ากาก” ซึ่งจัดขึ้นทุกปี โดยมีช่วงเวลาจะแตกต่างกันไปตามซองและวัดใหญ่ทั่วประเทศ เทศกาลนี้เป็นทั้งพิธีกรรมทางศาสนาและการเฉลิมฉลองของชุมชนแต่ละแห่ง
การแสดงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวพุทธศาสนา และบทบาทของคุรุ รินโปเช (Padmasambhava) ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาในหิมาลัย ขณะเดียวกันในบางพื้นที่ยังนำเสนอเรื่องเล่าและตำนานที่สะท้อนการสร้างชาติ รวมถึงการเอาชนะพลังชั่วร้ายด้วย
โดยสำหรับชาวภูฏาน เทศกาลนี้ไม่ใช่เพียงแค่ประเพณี แต่ยังเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่เชื่อว่าจะช่วยชำระบาปและเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้คนจะแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ มารวมตัวกันเพื่อสวดมนต์ ทำบุญ และร่วมเฉลิมฉลอง พร้อมทั้งสืบสานขนบธรรมเนียมและอัตลักษณ์ของชาติให้คงอยู่ต่อไป
ทัวร์ภูฏานของเราจะเริ่มต้นการเดินทางที่ “เมืองพาโร” เมืองหน้าด่านในหุบเขาแสนสวย ซึ่งถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดและสวยที่สุดในภูฏาน ตั้งอยู่ทางตะวันตกของภูฏานห่างจากเมืองหลวงทิมพู ประมาณ 53 กิโลเมตร
เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติภูฏาน” (National Museum of Bhutan) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่จัดแสดงหลักฐานทางวัฒนธรรมของประเทศแห่งนี้กว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งครอบคลุมประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,500 ปี โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นป้อมปราการเก่าที่มีทัศนียภาพของหุบเขาที่สามารถมองเห็นทิวเขาอันงดงาม อีกทั้งที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ด้านธรรมชาติของภูฏาน ซึ่งควรค่าแก่การเยี่ยมชม
พาชม “พาโร รินปุง ซอง” (Paro Rinpung Dzong) หรือที่รู้จักกันว่า ‘ป้อมพาโร’ ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 โดย “ชับดรัง งาวัง นัมเกล” ผู้รวมประเทศภูฏานให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งได้สร้างสถานที่แห่งนี้เพื่อปกป้องการรุกรานจากชาวทิเบต
นอกจากใช้ในการป้องกันประเทศแล้ว ป้อมพาโรยังเป็นสถานที่สําคัญทางศาสนาของภูฏาน เพราะที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางทางสงฆ์มาอย่างยาวนาน ป้อมพาโรมีจุดเด่น คือ สถาปัตยกรรมภูฏานแบบดั้งเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมของชาวภูฏานได้เป็นอย่างดี โดยภายในมีการประดับประดาด้วยงานแกะสลักไม้อันประณีตและภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรบรรจงที่บอกเล่าเรื่องราวของศาสนาพุทธ พร้อมกับมีหอคอยกลาง (อุตเซ) สูงห้าชั้นที่ตั้งเด่นเป็นสง่า
เดินทางสู่ “เมืองทิมพู” (Thimphu) เมืองหลวงของประเทศภูฏาน ซึ่งเส้นทางการเดินทางจะไปบนถนนที่ล้อมรอบด้วยป่าเขาอันเขียวขจีและสวยงาม ทิมพูเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่สุดของประเทศภูฏาน ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ เมืองแห่งนี้กลายมาเป็นเมืองหลวงของภูฏานแทนเมืองหลวงโบราณอย่างปูนาคาในปี 1955 และกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศแห่งนี้ สิ่งที่น่าสนใจของเมืองทิมพู คือ ที่นี่เป็นเมืองหลวงแห่งเดียวในโลกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร และใช้ตํารวจจราจรโบกมือให้สัญญาณเท่านั้น
เยี่ยมชม “ป้อมทาชิ โชเอ็ดซอง” (Tashi Chhoedzong) ชื่อป้อมแห่งนี้มีความหมายว่า “ป้อมปราการแห่งศาสนาอันรุ่งโรจน์” ที่นี่ถือเป็นสถานที่สําคัญของประเทศภูฏานมาหลายยุคหลายสมัย ในอดีตป้อมทาชิ โชเอ็ดซองมักถูกไฟไหม้บ่อยครั้งจึงทําให้มีการบูรณะอยู่ตลอด โดยป้อมในแบบปัจจุบันถูกสร้างขึ้นในปี 1962 หลังจากภูฏานย้ายเมืองหลวงจากปูนาคามายังทิมพู
ป้อมแห่งนี้ทั้งถูกใช้เป็นที่ตั้งของสํานักพระราชวัง ทําเนียบรัฐบาลรวมไปถึงหน่วยงานราชการอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีส่วนของมหาอาราม ที่ตั้งตําหนักฤดูร้อนของสมเด็จพระสังฆราชภูฏานอีกด้วย
หน่วยงานราชการอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีส่วนของป้อมแห่งนี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เฉพาะในส่วนของบริเวณวัด ซึ่งภายในโบสถ์มีพระประธานเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี และยังมีพระโพธิสัตว์, ท่านคุรุปัทมสัมภวะ, และซับดรุง งาวัง นัมเกล ผู้รวบรวมชนเผ่าต่างๆ จนเกิดเป็นประเทศภูฏานขึ้น
พาชมความยิ่งใหญ่ของ “พระพุทธรูปดอร์เดนมา” (Buddha Dordenma statue) หรือ ‘องค์หลวงพ่อสัจจธรรม’ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สูงมากถึง 54 เมตร ตั้งเด่นตระหง่านบนภูเขาที่สูงกว่า 2,655 เมตร จึงทําให้พระพุทธรูปองค์นี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนที่สูงที่สุดในโลก
โดยพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อคราวเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษาของ สมเด็จพระราชาจิกมี ซิงเย วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 4 ของภูฏาน จุดเด่นของที่นี่ คือ เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองทิมพูได้อย่างแจ่มชัด และสัมผัสกับความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวภูฏานได้เป็นอย่างดี
ระหว่างเดินทางสู่ “เมืองปูนาคา” (Punakha) ท่านจะผ่าน “ช่องเขาโดชูลา” (Dochula Pass) อันเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม ช่องเขาตั้งอยู่ระหว่างเมืองทิมพูและปูนาคา มีระดับความสูงถึง 3,145 เมตร และสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอันงดงาม อีกทั้งที่นี่ยังมีความงดงามทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัว
ช่องเขาโดชูลายังเป็นที่ตั้งของ “สถูปดรุค วังเกล” (Druk Wangyel Chorten) 108 องค์ ตั้งอยู่บน ‘จตุรัสแห่งชัยชนะ’ 108 องค์ ที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระราชินี อะชิ ดอร์จิ วังโม วังซุก เพื่อเป็นเกียรติแก่ความกล้าหาญของจิกมี ซิงเย วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงศ์ภูฏาน และการเสียสละของทหารภูฏานที่เสียชีวิต ระหว่างการสู้รบกับกบฏชาวอัสสัมในปี 2003 นอกจากนี้สถูปยังถูกสร้างเพื่อถวายแด่พระโพธิสัตว์และพระอรหันต์ 108 องค์ และถือเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความสงบสุข
เที่ยว “หมู่บ้านโลเบซา” (Lobesa Village) หมู่บ้านที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ตกแต่งผนังอาคารบ้านเรือนด้วยรูปอวัยวะเพศชายตามความเชื่อเรื่องสิริมงคลแห่งการป้องกันสิ่งชั่วร้ายและพลังของการให้กําเนิดชีวิตพร้อมเพลิดเพลินไปกับการชื่นชมท้องทุ่งนากลางหุบเขาที่สวยงาม
แวะสักการะ “วัดชีมีลาคัง” (Chimi Lhakhang Temple) หรือวัดแห่งการเกิด วัดแหง่นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยท่านดรุกปะคุนเลย์นักบุญผู้ที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์พลังลึกลับและอิทธิปาฏิหาริย์ซึ่งได้สะกดวิญญาณนางปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาในรูปของสุนัขสีแดงเอาไว้ใต้เจดีย์ด้วย “สายฟ้าแห่งปัญญา” หรืออวัยวะเพศของท่านจึงทําให้ชาวภูฏานนิยมมาขอพรเพื่อเพิ่มพลังให้ชีวิตและขอบุตรกันที่นี่
เยี่ยมชม “ปูนาคาซอง” (Punakha Dzong) หรือ “ป้อมปราการปูนาคา” นับเป็นหนึ่งในสถานที่สําคัญและสวยงามที่สุดของภูฏาน ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นในปี 1637 โดย ซับดรุง งาวัง นัมเกล ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรภูฏานทําให้เป็นหนึ่งในป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ
สถาปัตยกรรมของป้อมปราการแห่งนี้สร้างตามแบบดั้งเดิมของภูฏานที่ผสมผสานระหว่างไม้และหิน ทําให้ปูนาคาซองดูโดดเด่นและงดงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสะท้อนกับทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมาลัย นอกจากนี้ปูนาคาซองยังเป็นที่ประทับของพระสังฆราชในฤดูหนาวและยังเป็นสถานที่จัดพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุกอีกด้วย
พาท่านร่วมงาน “เทศกาลปูนาคา เชชู” (Punakha Tsechu) เทศกาลนี้จัดขึ้นที่เมืองปูนาคาในช่วงต้นปี ท่านจะได้ชมการเต้นรําหน้ากากที่มีสีสัน ที่จะทําให้ท่านได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและประเพณีอันล้ำค่าของภูฏาน
ปกติทุกวัดของภูฏานจะมีการจัดงานเชชูของตนเองในเวลาแตกต่างกัน แต่งานปูนาคา เชชูนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่น และมีความสําคัญต่อจิตใจของชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่งเพราะมันถูกจัดขึ้นเพื่อแสดงเรื่องราวชัยชนะของชาวภูฏานเหนือกองทัพทิเบตที่เข้ามารุกรานในปี 1639 และเป็นเหตุที่เกิดอยู่ในประเทศภูฏานขึ้นนั่นเอง
ทัวร์นี้ท่านจะมีโอกาสสวมใส่ชุด “คีรา” และ “โค” ชุดประจําชาติของภูฏานเที่ยวงานเทศกาลเพื่อความกลมกลืนกับคนท้องถิ่นอีกด้วย
เยี่ยมชม “เขตอนุรักษ์โมติทังทาคิน” (Royal Takin National Preserved) ที่นี่ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์“ตัวทาคิน” สัตว์ประจําชาติของภูฏาน ทาคินมีลักษณะคล้ายวัวผสมแพะ อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัยตะวันออก มักอยู่บนทุ่งหญ้าอัลไพน์ในฤดูร้อนและลงมาในที่ต่ำกว่าในฤดูหนาว เป็นสัตว์ที่เชื่องและเป็นมิตรเคยมีตํานานเล่าว่าในศตวรรษที่ 15 พระลามะรูปหนึ่ง ได้สร้างทาคินจากการนําหัวแพะมาต่อกับร่างวัวด้วยเวทมนตร์
เดิมทีที่นี่เคยเป็นสวนสัตว์เล็ก ๆ แต่ในช่วงปี 1990 กษัตริย์ของภูฏานทรงมีพระราชดําริให้ปล่อยสัตว์จากสวนสัตว์คืนสู่ธรรมชาติแต่ทาคินไม่ยอมไปไหนและกลับเข้ามาหาอาหารในเมือง ทําให้ต้องจัดตั้งเขตอนุรักษ์ใหม่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติประมาณ 20 ไร่ เพื่อให้ทาคินอยู่อย่างปลอดภัย
เดินเล่นที่ “ตลาดงานฝีมือทิมพู” (Thimphu Craft Bazaar market) ตลาดจัดแสดงผลงานหัตถกรรมของช่างฝีมือชาวภูฏานที่นํามาจําหน่ายอย่างมากมายและหลากหลาย ตลาดแห่งนี้เป็นกระท่อมไม้ไผ่ที่ตั้งเรียงรายกันที่ทอดยาวประมาณครึ่งกิโลเมตร งานหัตถกรรมครอบคลุมทุกแง่มุมของศิลปะและบางชิ้นได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับความทันสมัย ใครอยากซื้อของฝากจากภูฏาน ก็สามารถซื้อได้ที่นี่ได้เลย
เยี่ยมชม “วัดทักซัง”(Taktsang Monastery) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รังเสือ” เป็นวัดที่สร้างอยู่บนหน้าผาพาโรอันสูงชัน โดยวัดทักซังถือเป็น 1 ใน 10 วัดที่น่ามหัศจรรย์ของโลก และมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อชาวภูฏานที่ทุกคนจะต้องขึ้นไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต
ตามตํานานเชื่อกันว่าวัดทักซังเป็นสถานที่ที่ท่านท่านคุรุรินโปเช (ปัทมสมภพ) ขี่นางพยัคฆ์เดินทางมาจากทิเบตเพื่อโปรดสัตว์ โดยมาที่นี่เพื่อสร้างสมบุญบารมีโดยการนั่งวิปัสสนากรรมฐานบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ํานานถึง 3 เดือน ก่อนที่ท่านจะได้ประกาศคําสอนแก่สานุศิษย์เพื่อเผยแผ่พระศาสนาสู่ดินแดนภูฏานเมื่อศตวรรษที่ 9
(ตัวเลือก) สำหรับท่านที่ไม่ต้องการเดินทางขึ้นวัดทักซัง สามารถเยี่ยมชม “ดรุกยาล ซอง” (Drukgyal Dzong) ป้อมปราการที่ตั้งอยู่ส่วนบนของเทือกเขาพาโร โดยป้อมปราการแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1649 ตามพระราชบัญชาของชับดรัง งาวัง นัมเกล เพื่อรําลึกถึงชัยชนะของภูฏานเหนือการรุกรานจากทิเบต
แม้จะเกิดไฟไหม้จนเหลือเพียงซากปรักหักพัง ทว่าซองแห่งนี้ กำลังได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในอนาคต ในปัจจุบันดรุกยาล ซอง ได้รับการบูรณะให้สวยงามดังเดิม แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม
ปิดท้ายด้วยแวะทานอาหารภูฏานแบบดั้งเดิม ลักษณะเด่นที่สุดของอาหารภูฏาน คือ “รสจัดจ้านของพริก” เพราะพริกเป็นส่วนผสมสําคัญที่ใช้ในเกือบทุกจานอาหาร ชาวภูฏาน ส่วนมากรู้สึกเพลิดเพลินกับอาหารรสเผ็ด อีกทั้งอาหารส่วนใหญ่ยังมีผักเป็นส่วนประกอบ และผักที่ภูฏานนั้นอร่อย หวาน กรอบ และที่สําคัญยังเป็นผักออแกนิค ไฮไลท์สําคัญของอาหารภูฏานเลยก็คือ “อิมา ดาชิ” อาหารประจําชาติของภูฏานที่ปรุงจากพริกกับชีส รสเผ็ด เค็ม มัน ที่ชาวภูฏานนิยมกินกันทั้งประเทศ และกินกันแทบทุกมื้อทุกวัน
ยังมีสถานที่และเรื่องราวอันตื่นตาบนเส้นทางแห่งนี้ รอให้ทุกท่านไปสัมผัสด้วยตัวเอง! ทริปสุดพิเศษประจำปี 2026 แบบนี้ ออกเดินทางวันที่ 25 ก.พ. – 1 มี.ค. 2026 ท่องเที่ยวเต็มอิ่มกว่า 5 วัน 4 คืน
…ย้ำทัวร์ของเราไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!! โดยทัวร์นี้มี “คุณปั๊บ” เป็นวิทยากรประวัติศาสตร์นำทัวร์เอง
รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง หมายเลข 082-894-8444, 089-927-6446 หรือแอด LINE OA ได้ที่ @thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์ภูฏาน” ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม “จองทัวร์” ได้เลยครับ
0 Comment