⛰️ รู้หรือไม่!? ในอดีต เกาะชวาถือเป็นดินแดนจุดหมายทางการค้าของอินเดีย ทำให้มีการนำวัฒนธรรมอินเดียเข้าสู่พื้นที่ จนกลายเป็นรากฐานอารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ปัจจุบัน ชวาจะเป็นส่วนหนึ่งของ “อินโดนีเซีย” ประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ที่นี่ก็ยังคงมีร่องรอยของ “พุทธ-ฮินดู” อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะเมือง “ยอกยาการ์ตา”

⛰️ ทัวร์ข้ามปี 2025The Wild Chronicles ขอพาท่านเดินทางไป “อินโดนีเซีย” เพื่อไปสัมผัสความเป็น “ฮินดู” ณ แดนอิเหนา เพราะมันคือ “พุทธ-ฮินดู” ยุคแรกของอุษาคเนย์ พร้อมเรื่องราวมากมายให้ท่านแสวงหา ซึ่งจะทำให้ท่านได้เข้าใจถึงความเป็นพุทธ-ฮินดูในไทยได้ถึงแก่นแท้

⛰️ ทัวร์ไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัสโดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!! มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เป็นคนนำทัวร์

ท่านจะได้ผจญภัยเที่ยวชม

☸️ เที่ยว “บุโรพุทโธ” พุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ได้รับสถานะเป็นมรดกโลก
🕉️ เที่ยว “มหาเทวาลัยปรัมบานัน” วัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
🎪 ชม “ชมการแสดงรามายณะกลางแจ้งฉบับชาวชวา” ที่จัดแสดงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1961
⛰️ ชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือ “ภูเขาไฟโบรโม่” ชมวิวรอบๆ ที่สวยงามไม่เหมือนที่ใด
🏜️ เที่ยว “ลาอูตันปาซีร์” ที่เมื่อสายลมพัดผ่าน ผืนทรายจะส่งเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบของธรรมชาติ
🏰 ชม “วังสุลต่านแห่งยอกยาการ์ตา” ที่สวยงามและทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์
🍜 แวะช้อปปิ้งที่ “ย่านมาลิโอโบโร” ถนนคนเดินที่คึกคักและเต็มไปด้วยร้านค้าของฝากเล็กๆ

พร้อมสถานที่สุดพีกอีกมากมาย..

เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าครับว่า ทำไมต้องไป.. “อินโดนีเซีย” เส้นทางที่สาบสูญ ย้อนรอย “พุทธ-ฮินดู” ☸️🕉️ยุคแรกของอุษาคเนย์ กับ The Wild Chronicles

หมู่เกาะอินโดนีเซียตั้งอยู่บนหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลกโบราณ หมู่เกาะแถบนี้เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ ทำให้มีพ่อค้าและนักเดินเรือจากอินเดีย อาหรับ และเอเชียตะวันออกมากมายต่างแวะพักและแลกเปลี่ยนสินค้าท่ามกลางหมู่เกาะนับพัน จนเกิดเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออกบนดินแดนแห่งนี้

นอกจากสินค้ามีค่าอย่างเครื่องเทศและอัญมณีแล้ว สิ่งที่เดินทางมาพร้อมเรือสำเภายังรวมถึงความเชื่อ ภาษา และศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศาสนาฮินดูและพุทธที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น จนหมู่เกาะแห่งนี้กลายเป็นดินแดนที่ผสมผสานวัฒนธรรมพื้นเมืองกับอารยธรรมอินเดียอย่างกลมกลืน และเป็นรากฐานของอารยธรรมยุคแรกในหมู่เกาะอินโดนีเซียในยุคโบราณ

ยุครุ่งเรืองของศาสนาพุทธและฮินดูในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ปรากฏชัดผ่านอาณาจักรสำคัญ เช่น “ศรีวิชัย” ที่เจริญรุ่งเรืองราวพุทธศตวรรษที่ 13–18 ในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนามหายานและการค้าทางทะเลที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดียและจีน และ “มัชปาหิต” อาณาจักรฮินดู–ชวาที่เรืองอำนาจในพุทธศตวรรษที่ 19–20 ครอบคลุมอำนาจไปทั่วหมู่เกาะอินโดนีเซียและบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมหาอำนาจแห่งภูมิภาคในยุคนั้น

ร่องรอยความรุ่งเรืองเหล่านี้ยังคงปรากฏในโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ เช่น “บุโรพุทโธ” มหาสถูปพุทธศาสนามหายานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ไศเลนทรา และ “มหาเทวาลัยปรัมบานัน” วิหารฮินดูอันวิจิตรที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์มาตารัมฮินดู ทั้งสองต่างสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ศิลปะ และภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าของยุคสมัยนั้น

แม้ทุกวันนี้ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่จะหันมานับถือศาสนาอิสลาม แต่หมู่เกาะแห่งนี้ยังคงซ่อนร่องรอยของศาสนาพุทธและฮินดูอันเก่าแก่ ที่เคยรุ่งเรืองและฝังรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คนเมื่อกว่าพันปีก่อนเอาไว้ ทั้งโบราณสถาน ศิลปกรรม และตำนานท้องถิ่นที่ยังเล่าขานสืบมา

ทัวร์นี้จึงไม่ใช่ทัวร์ธรรมดา แต่เป็นการย้อนรอยไปสัมผัสรากเหง้าของอารยธรรมพุทธ–ฮินดูในอุษาคเนย์ ที่ยังคงทรงคุณค่าและรอให้เราได้ค้นพบด้วยตาของตนเอง

ไล่ตามเส้นทางพาท่านเที่ยวชม “วังสุลต่านแห่งยอกยาการ์ตา” (Sultan’s Palace of Yogyakarta) ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1790 ตัวอาคารออกแบบเป็นศิลปะชวาและตะวันตก สิ่งที่น่าสนใจในวังแห่งนี้ คือวังแห่งนี้มีประตูทั้งหมด 9 บาน โดยเชื่อว่าประตูเหล่านี้สื่อถึงทวารทั้ง 9 ของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับหลักศาสนาฮินดู อีกทั้งภายในวังยังมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในพระราชวัง และข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าในดินแดนแห่งนี้

เยี่ยมชม “ตามันซารี” (Taman Sari) หรือ “พระราชวังน้ำ” หนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมอันรุ่งเรืองแห่งศตวรรษที่ 18 พระราชวังแห่งนี้สร้างตามรูปแบบที่ผสมผสานศิลปะชวาพื้นเมืองเข้ากับสถาปัตยกรรมยุโรปอย่างลงตัว

ชื่อ “ตามันซารี” หมายถึง “สวนดอกไม้งาม” ขณะที่ฉายา “Water Castle” สะท้อนระบบควบคุมน้ำอันชาญฉลาดที่ใช้ทั้งสร้างสภาพแวดล้อมร่มรื่น และเป็นปราการทางธรรมชาติยามเกิดภัยสงคราม

ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในปี 2023 ตามันซารีและพื้นที่โดยรอบจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเชิงคติยภาพ ภายใต้ชื่อ “Cosmological Axis of Yogyakarta”

เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ป้อมเฟรเดเบิร์ก” (Vredeburg Fort Museum) ป้อมปราการเก่าแก่ใจกลางเมืองยอกยาการ์ตา สร้างขึ้นในปี 1760 เดิมใช้ชื่อว่า “Rustenburg” หมายถึง “ป้อมแห่งการพักผ่อน”

ทว่าในปี 1867 ป้อมได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว และเมื่อมีการบูรณะใหม่จึงได้รับชื่อว่า “Vredeburg” หมายถึง “ป้อมแห่งสันติภาพ”

ป้อมแห่งนี้เคยเป็นฐานทัพสําคัญของทั้งชาวดัตช์ ญี่ปุ่น และต่อมาเป็นฐานของอินโดนีเซียหลังประกาศเอกราชในปี 1945 ก่อนจะได้รับการเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1992 ภายใต้ชื่อ “พิพิธภัณฑ์การต่อสู้เพื่อเอกราช” ภายในจัดแสดงฉากจําลองถ่ายทอดเหตุการณ์สําคัญในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย เล่าเรื่องราวอย่างมีชีวิตชีวาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคปัจจุบัน

ร่วมรับชม “การแสดงรามายณะกลางแจ้งฉบับชาวชวา” ณ โรงละครรามายณะปรัมบานัน (Ramayana Ballet Prambanan) ในโซนที่นั่งแบบพิเศษ (Special Class) ซึ่งเป็นโรงละครที่มีชื่อเสียงที่สุดของยอกยาการ์ตา และมีการจัดแสดงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1961 การแสดงรามายณะฉบับชวานี้เป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงที่เก่าแก่และงดงามที่สุดของอินโดนีเซีย โดยถ่ายทอดเรื่องราวรามายณะผ่านการรํา ดนตรีประกอบ และการแสดงสีหน้า ที่วิจิตรและมีเอกลักษณ์

เนื้อเรื่องของรามายณะปรัมบานัน ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีรามายณะที่ปรากฏบนภาพสลักนูนต่ำของผนังวิหารพระศิวะ ณ เทวาลัยปรัมบานัน การแสดงชุดนี้มีการประยุกต์ให้เนื้อเรื่องกระชับรวดเร็ว ดูง่าย และมีการใช้เทคโนโลยีแสงสีเสียงมาประกอบ เมื่อบวกกับฉากหลังเป็นเทวาลัยอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทําให้มันมีความงดงามยิ่ง

เยี่ยมชม “บุโรพุทโธ” (Borobudur Temple) พุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ได้รับสถานะเป็นมรดกโลก สร้างโดยราชวงศ์ไศเลนทร์ กษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรศรีวิชัย มหาอำนาจยุคแรกของอุษาคเนย์

ในอดีตบุโรพุทโธเคยถูกทิ้งร้าง แต่ถูกค้นพบอีกครั้งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากนั้นจึงได้รับการบูรณะให้กลับมาสวยงาม ปัจจุบันบุโรพุทโธได้ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1991 หากท่านชื่นชอบประวัติศาสตร์หรือสถาปัตยกรรมโบราณ บุโรพุทโธ จะทําให้ท่านทึ่งในความยิ่งใหญ่ และพุทธปรัชญาที่แฝงอยู่ในงานศิลปกรรม

ชื่นชม “จันทิเมนดุต” (Candi Mendut) อาคารโบราณที่ใช้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งภายในจันทิมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่แกะสลักจากหิน อีกทั้งยังมีภาพแกะสลักที่สวยงาม อันแสดงถึงความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้น

ภายในจันทิเมนดุตมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่แกะสลักจากหิน อีกทั้งยังมีภาพแกะสลักที่สวยงาม แสดงถึงความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้น จันทิแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สําคัญในอินโดนีเซีย หากท่านชื่นชอบสถาปัตยกรรมโบราณและเรื่องราวทางศาสนา การมาเยี่ยมชมที่นี่จะทําให้ท่านได้สัมผัสเสน่ห์ของศิลปะยุคโบราณอย่างใกล้ชิด

แวะ “ย่านช้อปปิ้งมาลิโอโบโร” (MalioboroStreet) เป็นเหมือนถนนคนเดินที่คึกคักที่สุดในยอกยาการ์ตา บนถนนสายนี้ท่านจะพบกับร้านค้าเล็กๆ และแผงลอยที่ขายสินค้าพื้นเมือง ทั้งผ้าบาติก ของที่ระลึก และงานฝีมือต่างๆ สะท้อนวัฒนธรรมชาวชวาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นให้เลือกซื้อลองชิม ไม่ว่าจะเป็นของว่างพื้นบ้านหรือเมนูจานหลักรสชาติอร่อย

เที่ยวชม “มหาเทวาลัยปรัมบานัน”(Prambanan Temple) วัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีสถานะเป็นมรดกโลก โดยปรัมบานันถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสูงสุดสามองค์ในศาสนาฮินดู ได้แก่ พระพรหม (ผู้สร้างโลก) พระวิษณุ (ผู้รักษาโลก) และพระศิวะ (ผู้ทำลายโลก) วัดนี้มีพระปรางค์สูงถึง 47 เมตร ล้อมรอบด้วยเทวาลัยเล็กๆ อีกหลายแห่งเดิมทีเคยถูกปล่อยให้รกร้าง แต่ได้รับการบูรณะจนกลับมาสวยงามอีกครั้ง และปัจจุบัน มหาเทวาลัยปรัมบานันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 1991

เยี่ยมชม “จันทิเซวู” (Candi Sewu) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับมหาเทวาลัยปรัมบานัน เป็นจันทิที่เก่าแก่ ภายในมีห้องที่ใช้สําหรับประดิษฐานพระพุทธรูปหรือเทพเจ้าสําคัญ โครงสร้างของจันทิเซวูได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดีย และยังเคยมีการค้นพบพระพุทธรูปที่สําคัญในบริเวณนี้อีกด้วย

เยี่ยมชม “จันทิอิโจ” (Candi Ijo) เป็นอาคารหลายหลังตั้งอยู่บนภูเขาสูง 410 เมตร สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 – 17 ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู คาดการณ์ว่าอาจเคยมีจันทิมากกว่าที่พบในปัจจุบัน เนื่องจากยังพบซากจันทิที่ถูกทําลายและหินที่กระจัดกระจายในบริเวณเชิงเขา

เยี่ยมชม “วัดฮงเทียกเฮียน” (Hong Tiek Hian Temple) วัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุราบายา ทางตะวันออกของเกาะชวา เป็นดั่งศูนย์รวมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศรัทธาของชาวจีนโพ้นทะเลในภูมิภาคนี้

วัดแห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมจีนโบราณ มีอาคารสีแดง – เหลืองที่เป็นเอกลักษณ์และยังคงรักษารายละเอียดดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม ทั้งประติมากรรมนางฟ้า มังกร รวมถึงงานแกะสลักต่างๆ สะท้อนถึงศิลปะชั้นสูง หนึ่งในจุดเด่นสําคัญคือสะพานมังกรคู่ ที่เชื่อมอาคารสองหลังเข้าด้วยกันอย่างวิจิตร

ภายในวัดแบ่งออกเป็นสองชั้น มีแท่นบูชาเทพเจ้าหลายองค์ รวมถึงเจ้าแม่กวนอิม และพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในตําแหน่งสําคัญ ทําให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ผู้ศรัทธาหลั่งไหลมาสักการะตลอดทั้งปี

เดินทางสู่ “มัสยิดแห่งชาติอัล-อักบัร” (Al-Akbar National Mosque) หนึ่งในแลนด์มาร์กสําคัญของเมืองสุราบายา ที่นี่เป็นมัสยิดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย โดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ทรงครึ่งไข่ลักษณะคล้ายสถูป ล้อมรอบด้วยโดมเล็กอีกสี่โดมโดดเด่นด้วยสีฟ้า – เขียวอันเป็นเอกลักษณ์ อีกหนึ่งไฮไลต์คือ มินาเรตสูง 99 เมตร สื่อถึงพระนามทั้ง 99 ของอัลลอฮ์ ภายในมีลิฟต์พานักท่องเที่ยวขึ้นสู่จุดชมวิวแบบ 360 องศา นอกจากนี้ ภายในห้องละหมาดหลักยังมี “มิห์รอบ” (Mihrab) เป็นช่องแสดงทิศทางกิบลัต (ทิศที่ชาวมุสลิมใช้ละหมาด) ที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย

เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์มัชปาหิตโตรวูลัน” (Museum Majapahit Trowulan) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่สําคัญที่สุดของอินโดนีเซีย ที่รวบรวมโบราณวัตถุจากอาณาจักรมัชปาหิตและราชอาณาจักรโบราณอื่นๆ ในภูมิภาคชวาตะวันออก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1924 ก่อสร้างโดยสมาคมโบราณคดีมัชปาหิตที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์วัตถุโบราณที่ขุดพบในบริเวณเมืองโตรวูลัน ซึ่งเชื่อกันว่าเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรมัชปาหิต

ชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือ “ภูเขาไฟโบรโม” (Mount Bromo) ภูเขาไฟที่มีความสูงประมาณ 2,400 เมตร และเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ต้องมาเยือนให้ได้เมื่อมาถึงอินโดนีเซีย เพราะภาพวิวที่ปากปล่องเป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อย ทั้งความกว้างใหญ่ของปล่องภูเขาไฟและวิวรอบๆ ที่ดูสวยงามไม่เหมือนที่ไหนจริงๆ

กิจกรรมไฮไลต์!! คือเราจะพาทุกท่าน “ขี่ม้าไปชมปากปล่องภูเขาไฟ” (รวมค่าธรรมเนียมในค่าทัวร์แล้ว) โดยม้าจะพาไปส่งที่เชิงเขา ก่อนที่ท่านจะเดินขึ้นบันไดเพื่อไปถึงปากปล่อง ภาพวิวที่ปากปล่องเป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อย ทั้งความกว้างใหญ่ของปล่องภูเขาไฟและวิวรอบๆ ที่ดูสวยงามแบบไม่เหมือนที่ใด

เยี่ยมชม “ทะเลทรายเสียงกระซิบ” (Whispering Sand) หรือ เสียงกระซิบจากผืนทราย พื้นที่กว้างใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟจากการระเบิดในอดีต มีลักษณะคล้ายกับทะเลทราย แต่ไม่เหมือนทะเลทรายทั่วไป เพราะผืนทรายที่นี่มีสีเทาถึงสีดำ จุดเด่น คือ เสียงที่เกิดขึ้นจากลมที่พัดผ่านทราย เสียงนี้จะได้ยินเหมือนกับเสียงกระซิบเบาๆ

ที่นี่ไม่ใช่ทะเลทรายธรรมดา แต่คือพื้นที่สีดําล้วนขนาดกว่า 10 ตารางกิโลเมตร ที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นเถ้าภูเขาไฟอันละเอียดก่อตัวขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟโบราณในแอ่งเทงเกอร์นับหมื่นปีก่อน กลายเป็นทัศนียภาพอันโดดเด่นแตกต่างไม่เหมือนที่ใด

ยังมีสถานที่และเรื่องราวอันตื่นตาอีกมากที่เรายังไม่ได้กล่าวถึง และกำลังรอให้ทุกท่านไปสัมผัสด้วยตัวเอง! …ทริปข้ามปี 2025-2026 แบบนี้ออกเดินทางวันที่ 26 ธ.ค. 2025 – 2 มกราคม 2026 เต็มอิ่มกว่า 8 วัน 7 คืน

…ย้ำว่าทัวร์ของเราไม่จอยกรุ๊ป!! ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัย หลงไหลในประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ที่แทบไม่มีใครได้สัมผัส ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!

รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง หมายเลข 082-894-8444, 089-927-6446 หรือแอด LINE OA ได้ที่ @thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์อินโดนีเซีย” ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม “จองทัวร์” ได้เลยครับ