รู้หรือไม่? ท่ามกลางดินแดนทุ่งหญ้าแห้งและทะเลทรายของเอเชียกลาง มีดินแดนที่เต็มไปด้วยความลี้ลับ ความขัดแย้ง และความงดงามที่ยากจะหาสิ่งใดเปรียบเทียบได้ นั่นคือประเทศอุซเบกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน

ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ “อาชกาบัต” เมืองที่เปรียบดั่งสรวงสวรรค์ที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งเมือง ดินแดนแห่งนี้ยังมี “ประตูนรก” บ่อยักษ์ที่มีมหาเปลวเพลิงลุกท่วมตลอดเวลาดูแปลกตาน่าสะพรึงกลัว

ปี 2025❗The Wild Chronicles ขอพาท่านเดินทางไป “อุซเบกิสถาน-เติร์กเมนิสถาน” เพื่อสัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมายในดินแดนนี้

นอกจากที่กล่าวไปแล้วท่านจะได้ผจญภัยเที่ยวชม

🌇 เที่ยว “จัตุรัสเรจิสถาน” จัตุรัสกลางเมืองซามาร์คานด์อันโด่งดังและยิ่งใหญ่
🌠 ชม “หอสังเกตการณ์อุลุกเบก” หอดูดาวที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 600 ปีก่อน
🕌 เยี่ยมชม “มัสยิดเติร์กเมนบาชี รูฮี” ซึ่งสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสุดยิ่งใหญ่อลังการ
🌙 ชม “มัสยิดบีบี-คานุม” หนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลอิสลาม
🐎 ชม “สนามแข่งม้า” ที่จัดแสดงม้าพันธุ์อะคาล-เทเค อันเป็นแรงบันดาลใจของม้าเซ็กเธาว์ในสามก๊ก

ทริปนี้ ไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!

เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าครับว่า ทำไมต้องไป.. “อุซเบกิสถาน-เติร์กเมนิสถาน” เส้นทางผจญภัยสู่สวรรค์ 🪽และนรก 🔥แห่งเอเชียกลาง กับ The Wild Chronicles

อุซเบกิสถาน เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณมากมายที่เคยรุ่งเรืองบนเส้นทางสายไหม หนึ่งในนั้นคือ “ซามาร์คานด์” เมืองซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิติมูริด (Timurid Empire) อาณาจักรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียกลางหลังการล่มสลายของจักรวรรดิมองโกล

ผู้ก่อตั้งจักรวรรดินี้คือ “ติมูร์” ผู้ที่ยิ่งใหญ่และโหดเหี้ยม ทุกดินแดนที่เขาพิชิตได้ ต่างเต็มไปด้วยคราบโลหิตไหลนองเต็มแผ่นดิน ร่างผู้เสียชีวิตที่กองเป็นภูเขา และเมืองพังราบไว้เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตามเขาได้เนรมิต “ซามาร์คานด์” ให้กลายเป็นมหานครแห่งศิลปะอิสลาม เต็มไปด้วยโดมสีฟ้า หอสูง ลวดลายเรขาคณิต ซึ่งล้วนหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

เส้นทางสายไหมในอุซเบกิสถานและเติร์กเมนิสถาน คือหนึ่งใน “เส้นทางสายไหมสายหลักที่สุด” ของโลกยุคโบราณ ที่คาราวานพ่อค้าจากดินแดนต่างๆ ต้องเดินทางเพื่อขนสินค้าสู่โลกตะวันตก

ตลอดสองฟากฝั่งของเส้นทางนี้ ได้ถือกำเนิดเมืองสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “เมิร์ฟ” (Merv), “บูคารา” (Bukhara), และ “ซามาร์คานด์” (Samarkand) เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของอารยธรรมเอเชียกลาง และเป็นจุดแลกเปลี่ยนทั้งผ้าไหม เครื่องเทศ วิทยาการ และศาสนา

เส้นทางสายไหมรุ่งเรืองอยู่หลายศตวรรษ ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมถอยเมื่อมนุษย์เริ่มเดินทางขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางทะเลได้สำเร็จ และหลงเหลือไว้เพียงซากเมืองโบราณที่บ่งบอกว่าดินแดนแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในอดีต

ในช่วงยุคมืดของยุโรปภายใต้การครอบงำของศาสนจักรและสงครามศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแห่งนี้กลับรุ่งเรืองและเคยเป็นที่ตั้งของ “ห้องสมุดของโลกยุคโบราณ”

จักรวรรดิติมูริดได้เนรมิตเมือง “ซามาร์คานด์” และ “บูคารา” ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งวิทยาการของโลกอิสลาม ที่นี่คือบ้านของ อุลุกเบก (Ulugh Beg) หลานของติมูร์ ผู้หลงใหลในดาราศาสตร์ยิ่งกว่าอำนาจ

เขาสร้างทั้ง หอดูดาว ที่แม่นยำที่สุดในโลกยุคนั้น และ ห้องสมุดที่รวบรวมตำราเกือบ 40,000 เล่ม
ตำราของอริสโตเติล โสคราติส และอัล-ฟอรอบี ถูกเก็บไว้ร่วมกันที่นี่ มีการแปลตำราเปอร์เซียและกรีกสู่ภาษาอาหรับ และแจกจ่ายไปทั่วโลกมุสลิม

แต่เมื่ออุลุกเบกถูกสังหารโดยลูกชายของตนเอง อันเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องศาสนาและอำนาจ สิ่งต่างๆ จึงถูกทำลาย ห้องสมุดถูกเผาจนสิ้น เหลือไว้เพียงเศษอิฐและร่องรอยว่าดินแดนแห่งนี้เคยมีอารยธรรมความรู้ที่ล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เริ่มต้นการเดินทางที่ “กรุงทาชเคนต์” (Tashkent) เมืองหลวงอันเก่าแก่และทรงความสำคัญของประเทศอุซเบกิสถาน ทาชเคนต์เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี โดยเคยเป็นจุดพักสำคัญบนเส้นทางสายไหม

ชื่อ “ทาชเคนต์” แปลว่า “เมืองแห่งศิลา” ในภาษาเติร์ก ซึ่งสะท้อนถึงภูมิประเทศเดิมที่รายล้อมด้วยเนินหินและภูเขา

ในศตวรรษที่ 19 เมืองแห่งนี้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย และต่อมาได้กลายเป็นเมืองหลวงของ “สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอุซเบก” (Uzbek SSR) ภายใต้สหภาพโซเวียต

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ทาชเคนต์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเมืองหลวงของ “สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน” และยังคงเป็นศูนย์กลางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

พาแวะชม “จัตุรัสเอมีร์ ติมูร์” (Amir Temur Square) จัตุรัสใจกลางกรุงทาชเคนต์ ที่ตั้งชื่อตาม
เอมีร์ ติมูร์(Amir Temur) หรือ ติมูร์ (Timur) มหาราชาแห่งเอเชียกลาง ผู้ก่อตั้งอาณาจักรติมูริดอันยิ่งใหญ่

จัตุรัสแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ในยุคที่ทาชเคนต์ยังเป็นศูนย์กลางกองบัญชาการของ “เตอร์กิสถาน” ภายใต้จักรวรรดิรัสเซีย

ทุกวันนี้จัตุรัสติมูร์กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อมใจกลางเมือง มีอนุสาวรีย์ของมหาราชาขี่ม้าตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน รายล้อมด้วยโรงเรียน ธนาคาร และอาคารราชการ ซึ่งสะท้อนทั้งประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของเมืองหลวงแห่งนี้ ที่ได้รับอิทธิพลของรัสเซียมาค่อนข้างมาก

ชม “โรงแรมอุซเบกิสถาน” (Uzbekistan Hotel) โรงแรมที่มีการออกแบบอย่างโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแนวโซเวียต ตัวโรงแรมทําเป็นรูปหนังสือ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1974 ถือเป็นหนึ่งในโรงแรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของอุซเบกิสถาน

เดินทางสู่ “เมืองซามาร์คานด์” (Samarkand) ซามาร์คานด์ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่และมีความสําคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดในเอเชียกลาง เพราะเป็นศูนย์กลางของ อารยธรรมต่างๆ บนเส้นทางสายไหม ทําให้ที่นี่ถือเป็น “ศูนย์กลางอํานาจของโลก” อีกทั้งเมืองแห่งนี้ยังได้รับสถานะเป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การ UNESCO

เยี่ยมชม “จัตุรัสเรจิสถาน” (Registan Square) อันสวยงามและยิ่งใหญ่ จัตุรัสแห่งนี้ถูกตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าตัดขอบสีเหลือง รายล้อมไปด้วยมัดรอซะห์ 3 แห่ง และไฮไลท์สําคัญ คือ อุลุกเบก มัดรอซะห์ (Ulugh Beg Madrasah) อันทรงคุณค่าอย่างมากทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสถาปัตยกรรม

ชม “มัสยิดบีบี-คานุม” (Bibi-Khanym Mosque) หนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่และสําคัญที่สุดในโลกอิสลาม ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1399 – 1404 โดยคําสั่ง ของเอมีร์ติมูร์หลังจากการรุกรานอินเดียเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรติมูริด

เยี่ยมชม “หอสังเกตการณ์อุลุกเบก” (Observatory of Ulugbek) เป็นหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แห่งซามาร์คานด์ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1420 หอสังเกตการณ์อุลุเบกถือเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างด้านดาราศาสตร์ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลกในยุคกลาง เพราะถือเป็นหอดูดาว ที่แม่นยําที่สุดในโลกยุคนั้น และเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองทางวิทยาการของโลกมุสลิม

เดินทางสู่ “เมืองบูคารา” (Bukhara) หนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์บนเส้นทางสายไหมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียกลาง เมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ร่วมกับสถานที่สําคัญหลายแห่งในใจกลางเมือง ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของบูคาราในฐานะ “ศูนย์กลางอํานาจของโลก” และมหานครอันดับหนึ่งของโลกเช่นเดียวกับซามาร์คานด์

เยี่ยมชม “ปอย-คาลยัน คอมเพล็กซ์” (Poi-Kalyan Complex) คอมเพล็กซ์ที่ประกอบด้วยอาคารสําคัญ 3 หลัง สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 – 16 คอมเพล็กซ์นี้เป็นกลุ่มอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบูคารา ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องสีน้ําเงิน ว่ากันว่าที่นี่มีการใช้เซรามิกในการก่อสร้างเป็นครั้งแรก ต่อมาเซรามิกก็ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในเอเชียกลาง

เที่ยวชม “โทกี-ซาร์โรฟอน” (Toki-Sarrofon) หนึ่งในโดมการค้าเก่าแก่ที่สําคัญของเมืองบูคารา โดมการค้าแห่งนี้เคยเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเงินตราจากทั่วทั้งเอเชียกลาง จีน อินเดีย เปอร์เซีย และ โลกอาหรับ ทําให้ที่นี่ถูกเรียกว่า “โทกี-ซาร์โรฟอน” หรือ โดมแลกเงินตรา

เยี่ยมชม “พระราชวังซิโตไร โมคี โคซา” พระราชวังฤดูร้อนของ “เอมีร์แห่งบูคารา” (Emir of Bukhara) ผู้ปกครองเอมิเรตแห่งบูคารา พระราชวังแห่งนี้มีความสําคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะถูกสร้างขึ้นในยุคที่อิทธิพลของจักรวรรดิรัสเซียเริ่มแผ่เข้ามาในเอเชียกลาง สถาปัตยกรรมจึงสะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันออกของ เปอร์เซีย-อุซเบก กับ ศิลปะตะวันตกของรัสเซีย

เยี่ยมชม “สุสานซามานิด” (Samanids Mausoleum) สุสานของจักรวรรดิซามานิด (Saminid Empire) อาณาจักรซึ่งยิ่งใหญ่เกรียงไกร สุสานแห่งนี้ถูกสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 9 หรือต้นศตวรรษที่ 10 โดยบุคคลสําคัญที่ถูกฝังที่นี่ คือ อิสมาอิล ซามานี (Ismail Samani) ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิซามานิด และเป็นกษัตริย์ผู้เปลี่ยนศาสนาที่นับถือจากโซโรอัสเตอร์ ศาสนาดั้งเดิมของคนเปอร์เซีย มาเป็นศาสนาอิสลาม

เยี่ยมชม “มัสยิดโบโล-เฮาซ์” (Bolo-Hauz Mosque) หนึ่งในสัญลักษณ์แห่งประวัติศาสตร์ของเมืองบูคารา มัสยิดนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1712 และถูกใช้เป็นมัสยิดประจําวันศุกร์ของชาวมุสลิมมาอย่างยาวนาน นับเป็นหนึ่งในอาคารยุคโบราณหลังสุดท้าย ก่อนที่อุซเบกิสถานจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ มัสยิดถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดเพื่อรองรับสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนของเอเชียกลาง

นําท่านชม “ป้อมปราการแห่งบูคารา” (The Ark of Bukhara) ที่ยังคงสมบูรณ์ครบทั้งป้อม คูเมือง ประตู และหอรบ โดยจุดที่โดดเด่นที่สุดคือ “อาร์คแห่งบูคารา” ป้อมปราการสําคัญซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการทางทหารและการปกครองของเมือง

ภายในอาร์คเคยเป็นพระราชวังหลวงที่ประกอบด้วยตําหนักที่ประทับของกษัตริย์, ลานอเนกประสงค์, โรงม้า, ที่พักของข้าราชบริพารและยังมีมัสยิดไม้โบราณ หนึ่งในมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในอุซเบกิสถาน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของบูคาราในฐานะศูนย์กลางอารยธรรมและอํานาจแห่งเอเชียกลาง

เยี่ยมชม “มัสยิดใหญ่ประจําจังหวัดเลบัป” (Lebap Region Mosque) หนึ่งในมัสยิดใหญ่ของประเทศเติร์กเมนิสถาน ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรด้วยหินอ่อนขาว โดดเด่นด้วยโดมสีน้ำเงิน, หออะซานสี่ต้น, และลวดลายศิลปะอิสลามร่วมสมัย มัสยิดแห่งนี้สามารถรองรับผู้ละหมาดได้หลายพันคนและทําหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาและชุมชนของภูมิภาค

เดินทางสู่ “เมืองโบราณเมิร์ฟ” (Merv) หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สําคัญของเส้นทางสายไหมในอดีต เมืองแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกช่วงศตวรรษที่ 12 ทั้งในด้านจํานวนประชากร ศิลปวิทยาการ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

มหานครแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้า การศึกษา และวิทยาศาสตร์อันเฟื่องฟูของโลกตะวันออก ที่มีบทบาทสําคัญในการเชื่อมโยงอารยธรรมระหว่างเปอร์เซีย จีน และเอเชียกลาง เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์

พาชม “อัสฮับส์คอมเพล็กซ์” (Complex of Askhabs) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 เพื่อรําลึกถึงสองผู้ติดตามคนแรกของศาสดามูฮัมหมัด สุสานทั้งสองหลังสร้างด้วยหินอ่อน ประดับด้วยลวดลายที่สวยงาม

แวะชม “ป้อมปราการเออร์กาล่า” (Erk Gala) ป้อมปราการและอดีตศูนย์กลางของเมืองเมิร์ฟในสมัยโบราณ มีกําแพงเมืองสูง 25 – 29 เมตร แม้ผ่านกาลเวลามากว่าหลายศตวรรษ แต่ยังคงมีความแข็งแรงและยิ่งใหญ่อยู่เรื่อยมา ภายในป้อมปราการมีซากปรักหักพังของพระราชวัง และจัตุรัสขนาดใหญ่

เยี่ยมชม “โฮจา ยูซุฟ ฮามาดานีคอมเพล็กซ์” (Hoja Yusup Hamadani Complex) ภายในบริเวณมีทั้งมัสยิดและสุสาน ซึ่งเป็นที่ฝังศพของ โฮจา ยูซุฟ ฮามาดานีผู้รู้คนสําคัญของแนวทางซูฟีในศาสนาอิสลาม จึงเป็นที่แสวงบุญสําคัญของผู้ที่เชื่อถือแนวทางนี้

เยี่ยมชม “สุสานแห่งสุลต่านซันจาร์” (Sultan Sanjar Mausoleum) เป็นสุสานทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ มีโดมสูง 38 เมตร และเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแบบโดมสองชั้น ซึ่งต่อมาจะส่งอิทธิพลถึงดินแดนอื่น ๆ เป็นอันมาก บริเวณโดยรอบสุสานนี้มีซากหอดูดาว และห้องสมุด แสดงถึงความก้าวหน้าของเมืองเมิร์ฟในยุคโบราณ

นำท่านสู่ “กรุงอาชกาบัต” (Ashgabat) เมืองหลวงของเติร์กเมนิสถาน เมืองแห่งนี้ถูกสร้างด้วยอาคารหินอ่อนสีขาวจนได้รับชื่อว่า “เมืองสีขาว” และยังได้รับการบันทึกโดยกินเนสส์บุ๊กว่าเป็นเมืองที่มีอาคารหินอ่อนสีขาวมากที่สุดในโลกซึ่งท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศเหนือจริงราวสรวงสวรรค์กลางทะเลทรายกับสถาปัตยกรรมสุดล้ำ ถนนสุดกว้าง และความเงียบที่เคียงคู่กับความงามซึ่งยากจะพบเห็น

ออกเดินทางไปชม “สนามแข่งม้า” (Horse Hippodrome: Akhalteke Horses) ซึ่งมีการจัดแสดงและอนุรักษ์ม้าพันธุ์อะคาล-เทเค อันเป็นม้าสายพันธุ์หายากที่มีความสําคัญทางประวัติศาสตร์ ในอดีตเมื่อชาวจีนยกย่องม้าพันธุ์นี้ว่าเป็นยอดม้า หากมีม้าชนิดนี้ในกองทัพจะทําให้กลายเป็นกองทัพไร้เทียมทาน และเชื่อว่าม้าเซ็กเธาว์ในวรรณคดีเรื่องสามก๊กก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากม้าชนิดนี้ ทั้งยังได้รับขนานนามว่า “ม้าที่ดีที่สุดในโลก”

ชม “อนุสาวรีย์รุกห์นาห์มา” (Ruhnama Monument) อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองหนังสือรุกห์นาห์มา หรือหนังสือที่เขียนโดย ซาปาร์มูรัต นิยาซอฟ อดีตประธานาธิบดี

หนังสือเล่มนี้ผสมผสานประวัติศาสตร์ นิติธรรม ศาสนา และนิทาน ที่นิยาซอฟอ้างว่าได้รับนิมิต จากบรรพชนเติร์กเมนิสถานให้เขียนและสั่งให้ทุกโรงเรียน รวมถึงมหาวิทยาลัยต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ตลอดจนมีเนื้อหาหนังสือเล่มนี้อยู่ในข้อสอบรับราชการ และข้อสอบใบขับขี่ในยุคหนึ่ง

เที่ยวชม “อนุสาวรีย์อิสรภาพ” (Independent Monument) หนึ่งในแลนด์มาร์กสําคัญกลางกรุงอาชกาบัต สร้างขึ้นในปี 2001 เพื่อเฉลิมฉลองการได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียต โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเติร์กเมนดั้งเดิม และรูปทรงของเต็นท์ยุคเร่ร่อน (Yurt) ล้อมรอบด้วยสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจของชาติ

ชม “หลุมแก๊ซดาร์วาซา” (Darwaza Gas Crater) หรือที่ผู้คนขนานนามว่า “ประตูนรก” (Gates of Hell) ปล่องหลุมขนาดใหญ่กลางทะเลทรายที่มีเปลวไฟลุกโชนตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เคยดับมานานกว่าครึ่งศตวรรษ!

(ชมจากด้านนอก) เยี่ยมชม “อนุสาวรีย์แห่งความเป็นกลาง”(Arch of Neutrality) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สําคัญของเติร์กเมนิสถานสร้างขึ้นในปี 1998 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสถานะความเป็นกลางทางการเมืองของชาติ อนุสาวรีย์นี้มีความสูง 95 เมตร เป็นโครงสร้างที่โดดเด่นและทันสมัยใช้วัสดุอย่างหินอ่อนและโลหะในการก่อสร้าง มีการตกแต่งด้วยลวดลายประดับแบบดั้งเดิมของเติร์กเมนิสถาน

เที่ยวชม “มัสยิดเติร์กเมนบาชี รูฮี” (Turkmenbashi Ruhy Mosque) เป็นมัสยิดหลักของประเทศเติร์กเมนิสถาน โดดเด่นด้วยความยิ่งใหญ่และอลังการเหมือนสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ในยุคหลังได้รับเอกราช มัสยิดนี้สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาว ตัวมัสยิดเป็นอาคารโดมเดี่ยวล้อมรอบด้วยหอขาน 4 โดยสร้างตามคําสั่งของ ซาปาร์มูรัต นิยาซอฟ เพื่อเป็นสุสานของเขาเอง

แวะถ่ายภาพกับ “อนุสาวรีย์เลนิน” (Lenin Statue) หนึ่งในอนุสาวรีย์เลนินที่ยังคงตั้งอยู่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เพราะในขณะที่หลายประเทศต่างพากันรื้อถอนรูปปั้นเลนินด้วยความโกรธแค้น อนุสาวรีย์แห่งนี้กลับได้รับการอนุรักษ์ไว้ แต่ไม่ใช่เพราะความศรัทธาในตัวเลนิน แต่เพราะฐานของอนุสาวรีย์ถูกตกแต่งด้วย “ลวดลายพรมเติร์กเมน” ซึ่งมีความหมายต่ออัตลักษณ์ชาติ

ปิดท้ายด้วยการแวะเดินเล่นที่ “ตลาดกูลิสถาน” (Gulistan State Shopping Center) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ ตลาดรัสเซีย (Russian Market) เป็นตลาดใจกลางกรุงอาชกาบัตและนักท่องเที่ยว รวมถึงคณะผู้แทนจากต่างประเทศที่มักมาเยี่ยมชม ตลาดนี้มีสินค้าหลากหลายชนิดอย่างมาก พร้อมด้วยร้านอาหารและแผงขายของกินเล่นตั้งอยู่ภายใน

ยังมีสถานที่และเรื่องราวอันตื่นตาบนเส้นทางแห่งนี้ รอให้ทุกท่านไปสัมผัสด้วยตัวเอง! ทริปสุดพิเศษประจำปี 2025 แบบนี้ ออกเดินทางวันที่ 24 ต.ค. – 1 พ.ย. 2568 ท่องเที่ยวเต็มอิ่มกว่า 9 วัน 7 คืน

…ย้ำว่าทัวร์เราไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!

รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง หมายเลข 082-894-8444, 089-927-6446 หรือแอด LINE OA ได้ที่ @thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์เติร์กเมนิสถาน” ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม “จองทัวร์” ได้เลยครับ