ถู โยวโยว เธอเกิดเมื่อปี 1930 ในเมืองหนิงโป ริมชายฝั่งตะวันออกของจีน เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ให้คุณค่ากับการศึกษา มีครั้งหนึ่งที่ชีวิตของเธอต้องสะดุดล้มเมื่อตอนอายุ 16 ปี จากการป่วยเป็นวัณโรคนั่นทำให้เธอต้องหยุดเรียนไปถึงสองปี
แม้ต้องห่างจากการเรียนไปนานแต่เธอไม่เคยย่อท้อ แถมมันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเธอ เพราะเมื่อเธอกลับไปเรียนได้ตามปกติ ในครั้งนี้เธอตั้งเป้าหมายว่าเธอจะต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัยในคณะเภสัชศาสตร์ให้ได้ เพื่อค้นหาวิธีรักษาโรคร้ายเช่นเดียวกับที่เธอเคยเผชิญ
ช่วงเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ปักกิ่ง ถูเลือกศึกษาด้านเภสัชวิทยา เรียนรู้ตั้งแต่การจำแนกพืชสมุนไพร การสกัดสารออกฤทธิ์ ไปจนถึงโครงสร้างทางเคมี และหลังจบการศึกษาในปี 1955 เธอถูกส่งตัวไปทำงานที่สถาบันแพทย์แผนจีนซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่
ที่นั่นเองที่ถู โยวโยวจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตในฐานะนักวิจัย พร้อมทั้งเสริมความรู้แพทย์แผนจีนอย่างจริงจังในเวลาต่อมา จนกลายเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาในอดีตกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ท่ามกลางสงครามเวียดนาม ภัยคุกคามที่คร่าชีวิตทหารจำนวนมากไม่ได้มาจากกระสุนปืนเพียงอย่างเดียว หากแต่คือโรคมาลาเรีย ซึ่งระบาดอย่างหนัก เวียดนามเหนือจึงร้องขอความช่วยเหลือจากจีน ขณะเดียวกัน เชื้อมาลาเรียก็ได้พัฒนาตัวเองให้ดื้อยาต่อยาคลอโรควิน ยามาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก
เหมา เจ๋อตงจึงสั่งตั้ง “โครงการ 523” ขึ้นเพื่อค้นหาวิธีรักษาโรคมาลาเรียแบบใหม่ และในปี 1969 ถู โยวโยว วัย 39 ปี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าโครงการนี้ เธอยอมทิ้งลูกเล็กของเธอไว้กับครอบครัว ก่อนเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่จริงโดยการเดินทางไปเกาะไหหลำทางตอนใต้ของจีน
“งานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้นฉันจึงเต็มใจที่จะเสียสละชีวิตส่วนตัว” ถูกล่าวในภายหลัง เธอต้องรอถึงสามปีกว่าจะได้พบลูกๆ อีกครั้ง
ที่เกาะไหหลำ เธอได้เห็นด้วยตาตนเองว่าโรคนี้คร่าชีวิตมนุษย์อย่างไร ทำให้เมื่อกลับสู่ปักกิ่ง ทีมวิจัยเริ่มศึกษาตำราแพทย์จีนโบราณอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจวิธีการรักษาโรคมาลาเรียแบบดั้งเดิมของจีน
ในขณะนั้น มีสารประกอบมากกว่า 240,000 ชนิดที่ได้รับการทดสอบเพื่อใช้เป็นยาต้านมาลาเรียแล้ว แต่ก็ไม่มีชนิดใดได้ผล ในที่สุดทีมงานก็พบข้อมูลอ้างอิงถึงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ชิงเฮ่า” ชื่อไทยคือ “โกฐจุฬาลัมพา” (Sweet Wormwood) ซึ่งถูกใช้ในจีนมาตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 400 เพื่อรักษาอาการไข้จับสั่น ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของมาลาเรีย
ในปี 1971 ทีมของถูสามารถแยกสารออกฤทธิ์ชนิดหนึ่งจากชิงเฮ่าได้ ซึ่งดูเหมือนจะมีศักยภาพในการต่อสู้กับปรสิตที่ก่อโรคมาลาเรีย จึงนำสารดังกล่าวไปสกัดและทดสอบแต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลวทั้งหมด
ถูจึงหันกลับไปศึกษาตำราแพทย์โบราณอีกครั้ง และตั้งข้อสงสัยว่าสารออกฤทธิ์ในชิงเฮ่าอาจถูกทำลายจากความร้อนในขั้นตอนการต้มเพื่อเตรียมตัวทำละลาย เธอจึงทดลองวิธีใหม่ โดยใช้ตัวทำละลายที่มีอีเทอร์เป็นส่วนประกอบซึ่งมีจุดเดือดต่ำกว่า วิธีนี้ทำให้สารออกฤทธิ์ไม่ถูกทำลาย เมื่อทดสอบกับหนูและลิง ผลลัพธ์ออกมาดีเยี่ยมมาก โดยมีอัตราความสำเร็จถึง 100 เปอร์เซ็นต์
ก่อนนำไปใช้กับผู้ป่วยจริง ถูและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนตัดสินใจทดลองสารดังกล่าวกับตัวเองเสียก่อน จากนั้นจึงทดสอบกับผู้ป่วย 21 รายในมณฑลไหหลำ ผลที่ได้คือผู้ป่วยทั้งหมดหายเป็นปกติ
ในปีถัดมา ทีมของถูก็สามารถแยกสารออกฤทธิ์หลักของยานี้ได้สำเร็จ นั่นคือ “อาร์ทีมิซินิน” และได้นำผลการค้นพบออกเผยแพร่ แม้งานวิจัยของเธอจะยังไม่ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษจนถึงปี 1979 แต่ไม่นานหลังจากนั้น ในปี 1981 องค์การอนามัยโลก (WHO) ธนาคารโลก และองค์การสหประชาชาติ ต่างเชิญเธอไปนำเสนอผลงานบนเวทีระดับโลก
ต้องใช้เวลากว่าสองทศวรรษ ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะประกาศแนะนำ การรักษามาลาเรียด้วยอาร์ทีมิซินินแบบผสม ให้เป็นแนวทางหลักในการต่อสู้กับโรคมาลาเรีย มูลนิธิแลสเกอร์ ซึ่งมอบรางวัลด้านการแพทย์เชิงคลินิกให้แก่ถูในปี 2011 ถึงกับยกย่องว่าการค้นพบอาร์ทีมิซินินคือ “หนึ่งในความก้าวหน้าทางเภสัชกรรมที่สำคัญยิ่งที่สุดของโลกในรอบกว่า 50 ปี”
อย่างไรก็ตาม ถูเองกลับไม่เคยต้องการชื่อเสียง “ฉันไม่ต้องการชื่อเสียงโด่งดัง” เธอกล่าว พร้อมยกความดีความชอบให้เพื่อนร่วมงาน ทั้งนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยและภูมิปัญญาจีนโบราณ เมื่อเธอขึ้นรับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี 2015
เธอตั้งชื่อปาฐกถาของตนว่า “การค้นพบออาร์ทีมิซินิน ของขวัญจากการแพทย์แผนจีนสู่โลก”
#TWCHistory #TWCChina #TWC_Salmon
0 Comment