เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมของ ‘ชาวอังกฤษ’ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่นึกถึง “การดื่มชา” ทว่าใบชาเหล่านี้กลับเป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ “ปฏิวัติอเมริกา” อันเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศที่จะกลายเป็นมหาอำนาจในเวลาต่อมา…
.
ต้องขอเกริ่นก่อนว่าในช่วงศตวรรษที่ 18 บริเวณทวีปอเมริกาเหนือยังถูกแบ่งเป็นเขตอาณานิคมของเหล่ามหาอำนาจในยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน ซึ่งในเวลาต่อมาเกิดสงครามความขัดแย้งขึ้นระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส จนในท้ายที่สุดอังกฤษเป็นฝ่ายชนะ และได้เข้ายึดครองพื้นที่อาณานิคมของฝรั่งเศสทั้งหมด ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือจึงตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเกือบทั้งหมด
.
ทว่าปัญหาจากสงครามที่เพิ่งจบไปบวกกับการได้เข้าควบคุมพื้นที่อาณานิคมมากขึ้น ทำให้อังกฤษต้องประสบปัญหาทางด้านการเงินอย่างหนัก เป็นเหตุให้อังกฤษกำหนดมาตรการจัดเก็บภาษีจากอาณานิคมต่าง ๆ เพื่อนำมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของจักรวรรดิอังกฤษ
.
การดำเนินการเช่นนี้ของอังกฤษส่งผลให้ชาวอาณานิคมเริ่มไม่พอใจ และยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีกเมื่ออังกฤษได้กำหนด “พระราชบัญญัติอากรสแตมป์” (the Stamp Act) ที่มีการกำหนดให้สื่อสิ่งพิมพ์ในอาณานิคม รวมถึงสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทางกฎหมาย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ประกาศนียบัตร แม้กระทั่งไพ่ ต้องติดแสตมป์เสียภาษี (โอ้โห เธอหวานเจี๊ยบ)
.
อย่างไรก็ตามทางอังกฤษก็ได้ยกเลิกพระราชบัญญัตินี้ในเวลาต่อมาเพื่อลดสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอาณานิคมกับจักรวรรดิ
.
ทว่าในเพียงไม่กี่ปีอังกฤษก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามในการเก็บภาษีจากเหล่าอาณานิคมจึงได้กำหนด “พระราชบัญญัติทาวน์เซนด์” (the townshend acts) ให้มีการเก็บภาษีสินค้านำเข้า เช่น แก้ว กระดาษตะกั่ว สี และใบชา นั่นทำให้ชาวอาณานิคมต่างไม่พอใจและต่อต้านด้วยการคว่ำบาตรสินค้านำเข้าที่เก็บภาษีทั้งหมด และเป็นอีกครั้งที่อังกฤษยอมจำนนและยกเลิกการเก็บภาษีสินค้านำเข้า
.
แต่ยังคงยกเว้น “ใบชา” ที่ยังมีการเรียกเก็บภาษีอยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นการแสดงให้เหล่าอาณานิคมเห็นว่าอังกฤษยังคงมีอำนาจเหนือเหล่าอาณานิคมทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ทำให้พ่อค้าชาวอเมริกันต่างลักลอบนำเข้าใบชาจากพ่อค้าชาวดัตช์มาขายแทน ซึ่งส่งผลให้บริษัทอินเดียตะวันออกที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินจากการคว่ำบาตรก่อนหน้ายิ่งมีปัญหามากขึ้นไปอีก
.
ดังนั้นอังกฤษจึงแก้เกมออก “พระราชบัญญัติใบชา” (the tea acts) เพื่อสนับสนุนให้บริษัทอินเดียตะวันออกสามารถนำเข้าใบชาโดยไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมให้กับอังกฤษ จึงทำให้ใบชามีราคาถูกลงและสามารถนำไปขายกับเหล่าอาณานิคมได้อย่างเต็มที่
.
แต่เหมือนเกมจะพลิก เมื่อพระราชบัญญัติใบชานี้เอื้ออำนวยให้แค่ตัวแทนค้าขายจากบริษัทอินเดียตะวันออกเท่านั้น ซึ่งเป็นการกีดกันทางการค้าและเป็นการขายตัดราคาพ่อค้าชาวอเมริกันที่นำชาจากพ่อค้าชาวดัตช์มาขายอีกด้วย
.
เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวอาณานิคมอเมริกันโดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าต่างไม่พอใจ แต่ครั้งนี้การต่อต้านไม่เหมือนครั้งก่อนเมื่อ “บุตรแห่งเสรีภาพ” (Son of Liberty) กลุ่มต่อต้านการละเมิดเก็บภาษีของอังกฤษและพิทักษ์สิทธิของผู้อยู่ในอาณานิคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านครั้งนี้ด้วย
.
พวกเขาทำการปลอมตัวเป็นกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองราว 50 คน แอบลอบขึ้นเรืออังกฤษสามลำที่จอดเทียบท่าอยู่บริเวณท่าเรือบอสตัน และทำการเปิดหีบเทใบชาทั้งหมดประมาณ 340 หีบ หรือใบชาประมาณ 46 ตัน ทิ้งลงทะเลให้ลอยไปกับสายน้ำจนกลายเป็นคำกล่าวขานที่หลายคนรู้จักกันในชื่อของ “งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน” (Boston Tea Party) ที่ไม่ได้หมายถึงงานเลี้ยงแต่อย่างใด…
.
จากเหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่ายอังกฤษโมโหเป็นอย่างมาก และได้ออก “พระราชบัญญัติบีบบังคับ” (the coercive acts) หรือที่ชาวอาณานิคมต่างเรียกกันว่า “พระราชบัญญัติเหลือทน” (the Intolerable acts) ทำการยกเลิกกฎบัตรแมสซาชูเซตส์ (the colonial charter of Massachusetts) และปิดท่าเรือบอสตันจนกว่าจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแก่อังกฤษ
.
จากการตอบกลับของอังกฤษทำให้ชาวอาณานิคมอเมริกันเริ่มต่อต้านกันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่การ “ปฎิวัติอเมริกา” ในปี 1775 นั่นเอง…
#TWCRerun #TWCHistory #TWCEngland #TWCAmerica
0 Comment