สำหรับท่านที่ศึกษาประวัติศาสตร์โลกมาแต่ยุคโบราณ น่าจะคุ้นเคยกับธีมเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาในบันทึกประวัติศาสตร์ นั่นคือการบุกของชนร่อนเร่หรือเรียกว่า “nomad” ชื่อที่คุ้นหูก็จะมีไซเทียน ซงหนู ฮัน หรือมองโกล
.
เหตุการณ์ก็จะคล้ายๆ กัน นั่นคือ จู่ๆ ก็จะมีชนเผ่าที่ไม่มีคนรู้จักมาก่อนจากทุ่งหญ้าสเตปป์ซึ่งรบบนหลังม้าได้เก่งมากบุกตีอาณาจักรใหญ่ๆ ยกทัพไปทางไหนก็ชนะ จนอาณาจักรเหล่านั้นถึงคราวล่มสลายหรือไม่ก็สร้างความเสียหายมหาศาล บางทีก็ตั้งเป็นจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ของตัวเอง แต่อยู่ได้ไม่นานก็เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ราวกับว่าเกิดมาเพื่อ “ดวงพิฆาต” บางอาณาจักรที่อยู่มานานแล้วก็จากไปเสียอย่างนั้น
.
ว่าแต่ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ชนร่อนเร่เหล่านี้เกิดขึ้นและบุกอาณาจักรใหญ่ๆ จนกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับโลก? พวกเขาเป็นใครมาจากไหน? และตอนนี้ยังมีอยู่หรือไม่? ติดตามได้ในโพสต์นี้นะครับ
.
1. ก่อนอื่นจะขอเล่าถึงภูมิศาสตร์ของ “ทุ่งหญ้าสเตปป์” (steppe) นี้หน่อยนะครับ ทุ่งหญ้าสเตปป์นี้เป็นผืนดินกว้างใหญ่เชื่อมตั้งแต่แมนจูเรียทางตะวันออกไปถึงฮังการีทางตะวันตก เดินทางไปมาหากันสะดวกมาก แทบไม่มีปราการธรรมชาติขวางกั้นอยู่เลย
แต่ข้อเสียของพื้นที่คือ ถึงแม้จะเห็นว่าเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวนั้น แต่จริงๆ เป็นพื้นที่อับฝนมาก และค่อนข้างกันดารน้ำ ไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก ดังนั้นตั้งแต่โบราณพื้นที่แถบนี้จึงต้องอยู่อาศัยด้วยการเร่ร่อนเลี้ยงปศุสัตว์ ย้ายที่ไปเรื่อยๆ ตามแต่ที่ไหนมีน้ำท่าบริบูรณ์
.
2. พื้นที่สเตปป์ที่น่าสังเกตคือทุ่งหญ้าสเตปป์ด้านตะวันออกซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่มีขอบเขตคือเทือกเขาอัลไตทางตะวันตกไปจนถึงเทือกเขาต้าชิงอันหลิ่งทางตะวันออกที่ล้อมรอบพื้นที่แถบมองโกเลียไว้
พื้นที่ตรงนี้นับว่าอยู่สูง หนาวเย็นและแห้งแล้งกว่าซีกตะวันตก รวมทั้งมีอุณหภูมิแปรปรวนมาก ดังนั้นจึงเป็นชนวนทำให้คนที่กำเนิดขึ้นที่นี่คิดอ่านหาทางอพยพออก ซึ่งเส้นทางหลักๆ ก็จะมี 2 ทางคือทางใต้และตะวันออก (เข้าสู่จีนและแมนจูเรีย) กับทางตะวันตก (สู่ทุ่งหญ้าสเตปป์ฝั่งตะวันตก)
.
3. การอพยพที่มีมาช้านานดังกล่าวยังเป็นสมมุติฐานหนึ่งของการกำเนิดขึ้นของภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งเหตุที่คนที่อยู่ห่างกันกว่าค่อนโลกใช้ภาษาตระกูลเดียวกันนั้นก็น่าจะมาจากการอพยพของคนจากพื้นที่ที่เชื่อมระหว่างสองพื้นที่นี้ก็คือทุ่งหญ้าสเตปป์นี้นั่นเอง ซึ่งคาดว่าเป็นช่วงประมาณ 4000-1000 BC (เทียบกับอักษรคูนิฟอร์มของพวกสุเมเรียนเกิดขึ้นประมาณ 3300 BC)
.
4. อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวิถีชีวิตของชนเผ่าร่อนเร่ที่เอื้อให้รบเก่ง พวกเขาน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เลี้ยงและขี่ม้าเมื่อประมาณ 4000 BC นอกจากนี้เนื่องจากต้องคอยป้องกันฝูงนักล่าที่จะมาทำอันตรายกับปศุสัตว์จึงต้องมีทักษะอย่างการใช้ธนูอีกด้วย
.
5. ความอันตรายของพวกชนเผ่าร่อนเร่อีกอย่างคือพวกเขาสามารถรวมตัวกันเป็น “สมาพันธรัฐ” (confederation) ที่เกิดจากคนหลายๆ เผ่ายอมรับผู้นำคนเดียวเป็นหัวหน้าด้วย ดังนั้นช่วงเวลาที่พวกเขาสามารถบุกตีอาณาจักรใหญ่ๆ ได้ก็มักเป็นช่วงที่ภายในชนเผ่าเหล่านี้สามัคคีกันรวบรวมนักรบเป็นจำนวนมากได้นั่นเอง (แต่เป็นการรวมกลุ่มที่ยึดติดตัวบุคคล ไม่นานก็มักแตกคอกันเองนะ)
.
6. การพัฒนาทักษะการรบบนหลังม้าและการมีอาวุธเหล็กในช่วงประมาณ 900-700 BC เป็นสาเหตุที่ทำให้ชนเผ่าร่อนเร่เหล่านี้กลายเป็นข้าศึกที่รับมือได้ยากสำหรับชนชาติที่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง บ่อยครั้งการต่อสู้กับม้าจำเป็นต้องใช้ม้า แต่ชนชาติเหล่านี้ไม่สามารถเลี้ยงม้าได้มากเท่ากับชนเผ่าร่อนเร่ (เพราะปลูกหญ้าน้อย ต้องแบ่งอาหารคนไปเลี้ยง แต่พวกชนเผ่าอยู่ในทุ่งหญ้าเลี้ยงม้าได้มากอยู่แล้ว)
.
7. ชนเผ่าแรกที่มีชื่อเสียงคือ “ไซเทียน” (Scythian) ที่ปรากฏในบันทึกของชาวกรีกว่าครอบครองทุ่งหญ้าแถวๆ ยูเครนได้ รวมทั้งมีส่วนในการล่มสลายของจักรวรรดิอัสซีเรีย (2025-609 BC) หลังปล้นสะดมเมืองหลวงที่นิเนเวห์!
จากบันทึกของเฮโรโดตัส พวกนี้อ้างตัวว่ามาจากเทือกเขาอัลไต ทำให้นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่สันนิษฐานว่าพวกนี้คือพวกเดียวกับที่ทำลายราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 BC) ลงได้! (ส่วนชาวจีนบันทึกว่าพวกนี้คือ “เฉี่ยนหรง” (Quǎnróng))
.
8. ข้อน่าสังเกตอีกอย่างคือหลังจากพวกเฉี่ยนหรงแล้ว หลังจากนั้นบันทึกของชาวจีนไม่ได้บันทึกการบุกตีของ “เผ่านอกด่าน” จากทุ่งหญ้ามองโกลมากนักจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังจากศตวรรษที่ 4 BC นั่นจึงอาจเป็นข้อสนับสนุนสมมติฐานว่าพวกเฉี่ยนหรงนี้อาจอพยพไปทางตะวันตกกลายเป็นพวกไซเทียนในยุโรปตะวันออกนั่นเอง
.
9. ชาวเปอร์เซียเองก็เผชิญกับปัญหาชนเผ่าร่อนเร่เช่นเดียวกัน พระเจ้าไซรัสมหาราชถึงกับเสด็จสวรรคตระหว่างการบุกตอบโต้เข้าไปในดินแดนของชนเผ่าร่อนเร่ ส่วนพระเจ้าดาริอัสมหาราชหันมาใช้วิธีจ้างชนเผ่าที่อยู่ตามชายแดนให้คอยป้องกันให้แทน
.
10. ในช่วงที่ไซเทียนเป็นปัญหาหนักใจของชาวตะวันออกกลาง ใกล้ๆ กับจีนก็เกิด “ซงหนู” (ศตวรรษที่ 3 BC – ศตวรรษที่ 2) เป็นสมาพันธรัฐอีกแห่งหนึ่ง พวกนี้มีระเบียบพอสมควร และรบบ้างพักบ้างกับชาวจีนซึ่งขณะนั้นตรงกับราชวงศ์ฮั่น
แต่การเกิดขึ้นของเผ่าซงหนูได้ทำให้ชนเผ่าอื่นๆ (กลุ่มอินโด-ยูโรเปียน) ต้องอพยพหนี บางพวกหนีไปถึงตอนเหนือของอินเดียและแม่น้ำดานูบในยุโรปตะวันออกทีเดียว …ขณะที่พื้นที่ว่างซึ่งคือเอเชียกลางปัจจุบันมีกลุ่มใหม่เข้ามาอยู่แทนคือพวกเตอร์กิก (Turkic)
.
11. พวกหนึ่งที่อพยพลงใต้มาคือ “พาร์เธียน” (Parthian) ที่เข้ามาแทนที่จักรวรรดิเซลูซิด (Seleucid) ซึ่งเป็นอาณาจักรคนกรีกของแม่ทัพคนหนึ่งของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ และสามารถรบป้องกันการอพยพลงใต้ของเผ่าอื่นๆ ทำให้มีการอพยพไปทางตะวันตกแทน เผ่าหนึ่งคือ “ซาร์มาเทียน” (Sarmatian) ที่เริ่มโจมตีโรมันตามแนวแม่น้ำดานูบ แต่พวกนี้จำนวนยังน้อยอยู่ โรมันจึงยังรักษาชายแดนไว้ได้
.
พวกพาร์เธียนและต่อมาเป็น “ซาซาเนียน” (Sasanian) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ปิดทางไม่ให้ชนเผ่าร่อนเร่อพยพลงมาอีกหลายร้อยปี จนเกิดชนเผ่าใหม่ชื่อว่า “ฮัน” หรือหูณะ (Hun) รุกตีครั้งใหญ่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ฝั่งตะวันตก สามารถไล่ที่พวกซาร์มาเทียนและ “กอธ” (Goth) ที่อยู่มาก่อนและดึงมาอยู่ใต้อาณัติ
.
12. ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็งอย่าง “แอตติลา” (Attila) พวกฮันกับชนเผ่าในอาณัติจึงสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่จักรวรรดิโรมันตะวันตก มีผลทำให้โรมันตะวันตกถึงคราวล่มสลาย หลังจากนั้นกลุ่มชนเผ่าเยอรมานิก (Germanic) ได้ปกครองยุโรปตะวันตกนับแต่นั้นมา (เช่น แฟรงก์ วิสิกอธ เบอร์กันเดียน ฟรีเซียน แองโกล-แซกซอน) …ขณะที่สมาพันธรัฐของพวกฮันก็ล่มสลายลงหลังจากนั้นไม่นานเช่นกันหลังชนเผ่าในอาณัติก่อกบฏขึ้น
.
13. ต่อมาในศตวรรษที่ 6 เกิดสมาพันธรัฐ “ก็อกเติร์ก” (Göktürks) ขึ้นในทุ่งหญ้าสเตปป์ฝั่งตะวันออก พวกนี้บุกปล้นพื้นที่ของจีนและเป็นชนวนให้เกิดการรวมชาติจีนภายใต้ราชวงศ์สุยและถัง และยังเป็นต้นเหตุของการอพยพระลอกใหม่ไปทางยุโรปตะวันออก (ทางอิหร่านยังถูกปิดทางอยู่) กลายเป็นหลายเผ่าที่มีชื่อในประวัติศาสตร์ยุโรป เช่น อะวาร์ (Avars), บัลการ์ (Bulgars), คาซาร์ (Khazars), เพชังเนก (Pechenegs) และแมกยาร์ (Magyars)
บางพวก เช่น อะวาร์ได้ลงหลักปักฐานเป็นบรรพบุรุษของชาวฮังการีปัจจุบัน เช่นเดียวกับพวกบัลการ์ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวบัลแกเรีย ส่วนพวกอื่นๆ ก็ล่มสลายไปในไม่ช้านาน
.
14. ในช่วงศตวรรษที่ 9-10 พวกยุโรปทางตะวันออกสามารถปกป้องตัวเองได้มากขึ้นด้วยการพัฒนากองกำลังขี่ม้าของตัวเอง ประกอบกับชายแดนฝั่งอิหร่านอ่อนแอลง จึงทำให้เส้นทางการอพยพของชนเผ่าเร่ร่อนเปลี่ยนจากไปทางยุโรปตะวันออกเป็นลงมาทางอิหร่านแทน
การอพยพของพวกเตอร์กิกดังกล่าวได้ส่งผลทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมากทั้งเตอร์กิก อาหรับและเปอร์เซีย รวมทั้งการเข้ามาของพวกเติร์กในฐานะนักรบที่ขยายดินแดนของอาณาจักรอิสลามแทนพวกอาหรับเบดูอินด้วย
.
15. หนึ่งในเผ่าเตอร์กิกที่อพยพลงมาทางอิหร่านคือพวก “เซลจุก” (Seljuk) เป็นเติร์กเผ่าหนึ่งที่สามารถเข้าไปตั้งรกรากอยู่ในเอเชียน้อยหรือพื้นที่ตุรกีปัจจุบัน ส่วนอีกทางหนึ่งก็บุกเข้าไปในอินเดียและทำสงครามขยายอาณาเขตจนปกครองได้ทั้งหมดในศตวรรษที่ 17 ซึ่งการขยายอาณาเขตของพวกเติร์กนี้นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เพื่อหวังลดการถดถอยของอาณาจักรคริสเตียนด้วย
.
16. และต่อมาในศตวรรษที่ 13 พวกเซลจุกสายหนึ่งที่ชื่อ “ออตโตมัน” (Ottomans) ได้เข้ามานำสงครามกับคนต่างศาสนาแทนเซลจุก ตั้งเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และอยู่ต่อมาจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
.
17. ในช่วงศตวรรษที่ 12-13 เกิดผู้นำชนเผ่าร่อนเร่ชื่อว่า “เจงกิสข่าน” ซึ่งเขาเติบโตจากการไม่มีชนเผ่าหนุนหลัง แต่อาศัยการใช้ระบบราชการและการแต่งตั้งบุคคลตามความสามารถที่รับมาจากอาณาจักรชนเผ่าร่อนเร่ที่อยู่ทางเหนือของจีนมาก่อน (เช่น “จูเชิน” Jurchen) จนสามารถพิชิตอาณาเขตได้กว้างขวาง กลายเป็นจักรวรรดิทางบกขนาดใหญ่สุดของโลกเท่าที่เคยมีมา เรียกว่าเป็นจุดพีคของชนเผ่าร่อนเร่แล้วก็ว่าได้
.
18. ยุคมองโกลยังเข้มแข็งยังเป็นยุคสันติภาพที่มีการติดต่อค้าขายผ่านเส้นทางสายไหมอย่างคึกคัก การถ่ายทอดเทคโนโลยีดินปืน เข็มทิศและการพิมพ์จากจีนมายังยุโรปก็เกิดขึ้นในยุคนี้เอง (แต่เส้นทางสายไหมทางบกถูกปิดไปหลังการเสียกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี 1453) …ทว่าจักรวรรดิมองโกลอยู่มาเพียง 2-3 อายุคนก็ล่มสลายเช่นกันเพราะความแตกแยกภายใน
.
19. หลังจากยุคมองโกลแล้วก็มีจักรวรรดิของชนเผ่าร่อนเร่สืบต่อมาอีกบ้าง เช่น ติมูริด (Timurid), โมกุล (Mughul) หรือแม้แต่ราชวงศ์ชิงของจีนก็มีที่มาจากชาวแมนจูซึ่งเป็นชนเผ่าร่อนเร่ในทุ่งหญ้าสเตปป์
แต่กล่าวได้ว่าหลังยุคมองโกลเป็นการเข้าสู่ยุคเสื่อมของชนเผ่าร่อนเร่แล้ว สาเหตุสำคัญมาจากการพัฒนาปืนประจำกายเป็นอาวุธที่สามารถเอาชนะมือธนูบนหลังม้าได้อย่างอยู่หมัด นอกจากนี้ยังมีอีกสมมติฐานหนึ่งที่บอกว่ากาฬโรคต่อมน้ำเหลืองที่ระบาดในยุโรปหนักช่วงศตวรรษที่ 14 อาจมีการระบาดหนักในทุ่งหญ้าสเตปป์หลายศตวรรษ ทำให้ประชากรลดลงมาก
.
20. ชนชาติที่ลงหลักปักฐานรอบๆ ทุ่งหญ้าสเตปป์ก็เริ่มเป็นฝ่ายมาเข้าครอบครองพื้นที่นี้ โดยเฉพาะพวกรัสเซียที่แผ่ขยายอาณาเขตไปจนถึงชายฝั่งแปซิฟิกตะวันออก และลงมาทางเอเชียกลาง ส่วนจีนราชวงศ์ชิงก็เข้าครอบครองมองโกเลีย
.
21. นอกจากนี้วิถีชีวิตแบบชนเผ่าร่อนเร่ยังถูกเปลี่ยนแปลงด้วยนโยบายของเจ้าอาณานิคม อย่างรัสเซีย-โซเวียตที่เปลี่ยนพื้นที่คาซัคสถานให้กลายเป็นพื้นที่กสิกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะในยุคครุสชอฟ หรือแมนจูเรียที่เป็นหนึ่งในพื้นที่ทุ่งหญ้าสเตปป์ก็มีประชากรจีนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานและเพาะปลูกกัน ซึ่งถึงแม้จักรวรรดิรัสเซีย-สหภาพโซเวียตและราชวงศ์ชิงจะล่มสลายลงไปแล้ว แต่แนวทางที่ยึดถือกันมาตั้งแต่สมัยนั้นก็ยังคงอยู่
.
22. ทุกวันนี้กลุ่มคนที่ยังใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนยังคงพอมีเหลืออยู่บ้างในมองโกเลียและเอเชียกลาง แต่ก็เผชิญกับปัญหาทั้งการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศซึ่งเคยทำให้เกิดภัยหนาวที่ทำให้ปศุสัตว์ในมองโกเลียตายไปนับล้านๆ ตัว กลายเป็นต้องมาใช้แรงงานในเมืองใหญ่มากขึ้นในที่สุด
…สุดท้ายแล้วการปะทะกันนานหลายพันปีระหว่างชนเผ่าร่อนเร่กับชนชาติที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งผลคือฝ่ายหลังชนะไปนะครับ ตอนนี้วิถีชีวิตแบบชนเผ่าร่อนเร่ก็กำลังหมดไป และอาจเหลือเพียงในหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง!
#TWCHistory #TWCMongolia
0 Comment