1. สมรภูมิไถเอ่อจวง เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 1938 กองทัพญี่ปุ่นซึ่งไล่ตามกองทัพจีนมาจากแนวรบเซี่ยงไฮ้-นานกิง เริ่มปะทะกันใกล้เมืองไถเอ่อจวง โดยฝ่ายญี่ปุ่นมีทั้งกำลังสนับสนุนจากเครื่องบิน รถถัง และปืนใหญ่ ทำให้บุกทะลวงแนวรบของจีนจนต้องถอยล่นอยู่เรื่อยๆ จนประชิดตัวเมืองได้สำเร็จ

2. แต่เมื่อฝ่ายญี่ปุ่นต้องรบในเมือง ด้วยเมืองไถเอ่อจวงที่เป็นตรอกซอกซอยแคบๆ ทำให้ทุกถนน ทุกซอย ทุกมุมตึกของเมืองไถเอ่อจวงกลายเป็นจุดตั้งรับชั้นดีของฝ่ายจีน

3. ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยของญี่ปุ่นอย่างรถถังและปืนใหญ่แทบจะไร้ความหมายในพื้นที่จำกัดเช่นนี้ และบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดฉากรบกันระยะประชิด จนกล่าวได้ว่านี่คือสมรภูมิที่มีการต่อสู้ระยะประชิดที่ยืดเยื้อและนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงคราม

“การสู้รบดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน เปลวเพลิงพวยพุ่งจนท้องฟ้าสว่างไสว บ่อยครั้งที่สิ่งซึ่งกั้นระหว่างกองกำลังของเรากับศัตรูมีเพียงแค่กำแพงแผ่นเดียว ทหารเจาะรูบนอิฐปูนเพื่อลอบยิงใส่กัน เราสู้รบแย่งชิงอาคารเพียงหลังเดียวอยู่หลายวัน และมันคร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบศพ”

4. สภาพการรบที่ไถเอ่อจวงโหดเหี้ยมทารุณเสียจนแทบไม่ต่างอะไรกับสมรภูมิสตาลินกราดที่เราคุ้นหูกัน
.
จากทหารจีน 57 นายที่ได้รับคำสั่งให้ตั้งรับในอาคาร มีเพียง 10 นายเท่านั้นที่รอดชีวิต

5. ทั่วทั้งเมืองพังพินาศจากการระดมยิงอย่างบ้าคลั่งของปืนใหญ่ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำจีนได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งให้ทหารผู้น้อยห้ามถอยทัพโดยเด็ดขาด และหากกำลังพลในแนวหน้าได้รับบาดเจ็บล้มตาย นายทหารเหล่านี้จะต้องเอาตัวเองเข้าไปนำทัพสู้แทนในตำแหน่งนั้นทันที
.
“หากไม่ทำตามหน้าที่ ก็จะประหารชีวิตด้วยข้อหาทรยศชาติ”

6. มันโหดร้ายขนาดที่ว่าเมื่อรถถังเข้ามาในเมืองก็จะมีทหารจีนยอมสละชีพเป็นมือระเบิดพลีชีพ โดยผูกระเบิดมือไว้รอบตัวแล้ววิ่งพุ่งเข้าใส่เพื่อพลีชีพทำลายรถถังญี่ปุ่น แม้กองทัพญี่ปุ่นจะเริ่มนำแก๊สน้ำตาเข้ามาใช้ในสมรภูมิ แต่ก็ไม่ทำให้ทหารจีนให้ถอยร่นไปได้

7. ญี่ปุ่นต้องทุ่มเทกำลังอย่างมหาศาลเพื่อยึดเมืองนี้ ทว่ากลับทำได้ดีที่สุดเพียงแค่การยึดพื้นที่ 2 ใน 3 ของไถเอ่อจวงไว้เท่านั้น และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ของสงครามพลิกผันอย่างสิ้นเชิง

________________________________

8. เมื่อยื้อเวลาจนได้เปรียบ กองทัพจีนชุดใหม่ก็ได้เข้ามาเสริมกำลังในที่สุด พวกเขาเริ่มเปิดฉากโอบล้อมกองทัพญี่ปุ่นในเมืองไถเอ่อจวงจากทั้งทางด้านข้างและด้านหลัง ซึ่งเป็นไปตามแผนการรบที่เคยหารือร่วมกับที่ปรึกษาทางการทหารชาวเยอรมันก่อนหน้านี้

9. การโต้กลับระลอกใหญ่ของจีนเปิดฉากขึ้นด้วยการสนับสนุนทางอากาศจากเครื่องบินรบโซเวียตราว 30 ลำ ที่ระดมทิ้งระเบิดใส่ค่ายทหารญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการเดินทัพของนายพลถัง เอินป๋อ ที่นำกองพลที่ 20 บุกเข้าตัดเส้นทางรถไฟสายหลัก

10. การรุกคืบจากทั้งทิศเหนือและทิศใต้ส่งผลให้กองทัพญี่ปุ่นถูกโอบล้อมอย่างสมบูรณ์และถูกตัดขาดจากสายส่งกำลังบำรุงโดยสิ้นเชิง แม้ญี่ปุ่นจะพยายามส่งหน่วยรบเข้ามาช่วยตีวงล้อม แต่ก็ถูกจีนสกัดกั้นและบีบให้ต้องถอยร่นเข้าไปในวงล้อมด้วยกันทั้งหมด

11. ภายในวันที่ 5 เมษายน ทหารญี่ปุ่นตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพจีนรวมกว่า 11 กองพล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับความป่ายแพ้ในท้ายที่สุดคือการขาดแคลนกำลังบำรุงขั้นวิกฤต กระสุน เชื้อเพลิง อาหาร และน้ำดื่มร่อยหรอจนหมดสิ้น ทหารญี่ปุ่นต้องต่อสู้ด้วยความเหนื่อยล้าและสภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงท่ามกลางการรบที่ยาวนานกว่าสัปดาห์

12. รถถังที่เคยน่ากลัวกลับจอดนิ่งเพราะไม่มีน้ำมัน ปืนใหญ่ไร้คุณค่าเพราะไม่มีลูกกระสุน แม้ญี่ปุ่นจะพยายามส่งเสบียงทางอากาศ แต่พัสดุส่วนใหญ่กลับตกไปอยู่ในมือของฝ่ายจีนอย่างน่าเจ็บใจ จนสุดท้ายทหารญี่ปุ่นทำได้เพียงใช้ดาบปลายปืนวิ่งเข้าแลกเท่านั้น

13. ในทางกลับกัน ฝ่ายจีนที่มองเห็นชัยชนะอยู่ตรงหน้า ก็กล้าที่โถมกำลังเข้าใส่โดยการนำรถถังโซเวียตเข้าบดขยี้ และสังหารทหารญี่ปุ่นที่บาดเจ็บอย่างไม่ปรานี จนกระทั่งแนวรบของญี่ปุ่นพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
.
ในวันที่ 7 เมษายน มีทหารญี่ปุ่นเพียง 2,000 นายเท่านั้นที่ตีฝ่าหนีตายออกไปได้ ทิ้งร่างเพื่อนทหารนับพันเอาไว้เบื้องหลัง

14. แม้ว่าสมรภูมิครั้งนี้กองทัพจีนจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างมหาศาลของทั้งสองฝ่าย โดยนักประวัติศาสตร์ตะวันตกประเมินว่า ฝ่ายจีนมีทหารล้มตายและบาดเจ็บสูงถึง 20,000 ถึง 30,000 นาย

15. ในขณะที่ความสูญเสียของกองทัพญี่ปุ่นนั้น นักวิชาการตะวันตกในยุคปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีทหารเสียชีวิตราว 8,000 นาย และบาดเจ็บอีกกว่า 12,000 นาย ทว่าข้อมูลจากบันทึกของตะวันตกในร่วมสมัยกลับประเมินตัวเลขทหารญี่ปุ่นที่พลีชีพในสมรภูมินี้ไว้สูงถึง 16,000 ถึง 20,000 นายเลยทีเดียว

16. ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนต่อกองทัพญี่ปุ่นอย่างรุนแรง เพราะนับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ครั้งแรกตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้น ซึ่งได้ทำลายมายาคติเรื่องความไร้เทียมทานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นลง

17. ในทางกลับกัน ชัยชนะครั้งนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อชั้นดีของรัฐบาลจีนของเจียงไคเช็คในการปลุกขวัญกำลังใจของทั้งทหารและประชาชน นายพลหลี่ จงเหริน ถึงกับยกย่องว่าชัยชนะที่ไถเอ่อจวงคือ “สัญลักษณ์แห่งการฟื้นฟูชาติ” ขณะที่นายพลเฝิง อวี้เสียง ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ต้ากงเป้า เปรียบเปรยทหารญี่ปุ่นที่ติดกับอยู่ในเมืองนี้ว่ามีสภาพไม่ต่างอะไรกับ “ตะพาบในไห” ที่รอวันโดนทุบขยี้

#TWCHistory #TWCChina #TWC_Salmon