… อิหร่านปลอดภัยไหม? มีสงครามไหม? น่ากลัวจริงมั้ย?… นี่คงเป็นคำถามในหัวของหลายๆ คนที่ผุดขึ้นมาเมื่อพูดถึงประเทศนี้ บทความนี้ The Wild Chronicles จะพาไปตีแผ่การท่องเที่ยวอิหร่านภายใน 7 ข้อแบบตรงไปตรงมาให้แก่นักท่องเที่ยว นำเสนอตามข้อมูลและประสบการณ์การท่องเที่ยวอิหร่านมาอย่างยาวนาน เป็นอย่างไรไปดูกันครับ…
คำตอบ: ไม่จริง
แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเจอสถานการณ์สงครามในอิหร่าน เนื่องจากการยิงชีปนาวุธจากอเมริกาโจมตีใส่กองทัพอิหร่าน “ไม่ได้เกิดขึ้น” ในอิหร่าน แต่มันกลับเกิดในประเทศอื่นๆ ที่อิหร่านเข้าไปแผ่อิทธิพลไว้
แต่เลือกใช้ประเทศที่สามเป็นสมรภูมิ โดยทั้งสองฝ่ายสนับสนุนพันธมิตรของตนในการต่อสู้กับคู่แข่ง
นอกจากนั้นการขู่จะยิงกันมักทำเพื่อสู้รบแบบ “จิตวิทยา” ที่อเมริกาจะขู่ยิงอิหร่าน อิหร่านก็ประกาศพร้อมโต้กลับทันที หรือกล่าวง่ายๆ ว่ามันคือการดึงเชิงขู่กันไปกันมา แล้วไปยิงกันที่ประเทศอื่น เช่นในซีเรีย เลบานอน และจอร์แดน
– 20 กุมภาพันธ์ ฮูตียังไม่หยุดยั้งใช้ขีปนาวุธโจมตีเรืออเมริกา 2 ลำในอ่าวเอเดน จากนั้นได้ยิงขีปนาวุธ 2 ลูกใส่เรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าสู่เยเมน
…จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้ความขัดแย้งทั่วทั้งภูมิภาค กลับไม่มีการปะทะเกิดขึ้นในประเทศอิหร่านเลย ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ไม่มีการปะทะในประเทศอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำสงคราม Proxy อีกด้านหนึ่ง…
การตั้งยันระหว่างอิหร่านกับอเมริกาเช่นนี้ ดำเนินมาหลายสิบปีแล้ว อเมริกาไม่คิดว่าการสงครามกับอิหร่านแบบซึ่งหน้านั้นคุ้มค่า อิหร่านก็เช่นกัน ทั้งสองจึงทำเพียงประณามและลอบโจมตีฐานทัพฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะๆ เพื่อข่มขู่แสดงแสนยานุภาพทางการทหารของตนเองให้ประชาชนเห็น
นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวเส้นทางหลักของอิหร่านไม่ได้เป็นจุดเสี่ยงของการปะทะกันเลยครับ …การไปเที่ยวอิหร่านจึงไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้เลย เหมือนที่เราไปเที่ยวอเมริกา ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย
คำตอบ: ไม่จริง
อิหร่านเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งผลให้มีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ เราสามารถเดินไปบนถนนได้อย่างสบายใจ และไม่รู้สึกถึงการคุกคามจากคนในพื้นที่ ซึ่งมันเป็นแบบนี้ในทุกเมืองของอิหร่าน
“อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดที่เราเคยไปมา เราเดินเล่นตอนกลางคืนและไม่เคยมีปัญหาใดๆ เลย นอกจากนี้เรายังใช้โทรศัพท์มือถือขณะอยู่บนรถขนส่งสาธารณะ เรารู้ว่าในประเทศยุโรปส่วนใหญ่ สิ่งนี้อาจฟังดูไร้สาระ แต่คุณไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้จริงๆ ในเซาเปาโล” (เพราะจะถูกโจรวิ่งราว)
คำตอบ: เป็นความจริง แต่ไม่ทั้งหมด
รัฐบาลอิหร่านเป็นรัฐบาลที่มีการปกครองแบบกึ่งเผด็จการโดยผู้นำศาสนามาตั้งแต่ครั้งการปฏิวัติอิสลามปี 1979
…อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะโดนจับ หากไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย…
กรณีตัวอย่างของชาวต่างชาติที่เคยโดนจับคือพวกเขาทำเรื่องที่ผิดกฎอย่างร้ายแรงโดยไม่ฟังคำเตือน อย่างการบินโดรนเหนือสถานที่ทางการทหาร หรือลักลอบเข้าอิหร่านทางชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการทำผิดขั้นนี้ย่อมทำให้ถูกจับไม่ว่าอยู่ในประเทศใด
ในส่วนของกรณีนักท่องเที่ยวหญิงจำเป็นต้องสวมเครื่องแต่งกายมิดชิด สวมผ้าคลุมศีรษะก็จริง แต่จากประสบการณ์ของผม (ปั๊บ ผู้เขียนนะครับ) กฎนี้มิได้เข้มงวด ตำรวจท้องถิ่นจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ โดยการเตือนพวกคุณอย่างสุภาพ (เขาไม่คิดค่าปรับนะครับ) พอคุณทำตาม ตำรวจจะขอบคุณและจากไป ที่ผ่านมาผมไปนับสิบรอบ เจอแค่ครั้งเดียว
ซึ่งถ้าคุณทำทุกอย่างถูกกฎหมาย และทำตัวตามปกติ ก็รับรองว่าสบายใจได้ทุกอย่างครับ
คำตอบ: ไม่จริง
แน่นอนว่าอิหร่านถูกเรียกจากหลายฝ่ายว่าเป็น “ประเทศผู้ก่อการร้าย” แต่รัฐบาลหลายชาติเช่น อิสราเอล จีน รัสเซีย อเมริกา รวมไปถึงไทยก็มีคนที่ถูกเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” ทั้งนี้เพราะการมีศัตรูทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติ
อิหร่านเองยังมีความขัดแย้งกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS และอัลเคดาอย่างรุนแรง เพราะอิหร่านนับถืออิสลามนิกายชีอะห์ แต่กลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้นเป็นสุหนี่หัวรุนแรง อิหร่านจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายในแนวทางสะลาฟีย์เลย
คำตอบ: ไม่จริง
มันเป็นอะไรที่น่าเห็นใจอย่างมากกับข้อกล่าวหาแบบนี้ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนอาหรับ แต่พวกเขาเป็น “คนเปอร์เซีย” ซึ่งมีรากฐานมาจากอารยธรรมเปอร์เซียอันแสนยิ่งใหญ่นานนับพันปี
จักรวรรดิเปอร์เซียเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อจากนั้นอิหร่านถูกยึดครองโดยผู้ปกครองชาวอาหรับในศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับรับวัฒนธรรมของอิหร่านไปเผยแพร่แก่ชาวโลก พูดง่ายๆ อะไรที่เรามองว่า “แขก” นั้น มักมีความเกี่ยวข้องกับอิหร่าน เช่น รูปซุ้มเปอร์เซีย การจัดสวน อาหาร เครื่องหอม เครื่องนุ่งห่ม
ด้วยเหตุนี้อิหร่านจึงมีความภาคภูมิใจต่อวัฒนธรรมและความเป็นเปอร์เซียของตนเองอย่างมาก
นอกจากนี้พวกเขายังนับถือศาสนาอิสลาม “นิกายชีอะฮ์” ซึ่งแตกต่างกับคนอาหรับที่นับถือ “นิกายสุหนี่”
คำตอบ: ไม่จริง
พวกเขามักมีความจิตใจดี ใจกว้าง อัธยาศัยดี และพร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว คนส่วนใหญ่หัวสมัยใหม่พวกเขามีความภาคภูมิใจอย่างมากที่จะแบ่งปันวัฒนธรรมออกไปให้ทั่วโลกรับรู้ ซึ่งมันสร้างความประทับใจให้แก่แขกผู้มาเยือนได้เสมอ
จากประสบการณ์ไปเยือนอิหร่านมาหลายครั้ง พวกเขาต้อนรับแขกด้วยความเอื้อเฟื้อเป็นมิตร
“highlight ที่ surprising สุดๆ ของอิหร่าน คือผู้คน คือดี คือน่าเอ็นดู เขารู้ตัวว่าคนทั้งโลกมองว่าประเทศเขาไม่ปลอดภัย มองว่าพวกเขาน่ากลัว จากการสื่อสารที่บิดเบือนผ่านการข่าวของโลกเสรี ดังนั้นพอเห็นนักท่องเที่ยวมาบ้านเขา เขาก็ซาบซึ้งตื้นตันใจ หลายคนเดินมาขอบคุณฉันที่มาเที่ยว ที่เปิดใจ แบบเดินมาขอจับมือ ขอกอด ขอถ่ายรูปแล้วบอกขอบใจ ฮืออ #ใจเหลววววว”
“ฉันรู้สึกปลอดภัยมากขณะเดินทางในอิหร่าน มากกว่าสถานที่ส่วนใหญ่ในโลก การได้พบกับนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันในอิหร่าน พวกเขาจะรู้สึกทึ่งและเหมือนได้รับเกียรติ พวกเขามีความจริงใจ และมีอัธยาศัยดี อีกทั้งผู้ชายจะไม่ก้าวร้าวทางร่างกายหรือทางวาจา ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ”
ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันไปเยือนอิหร่านอีกด้วย ดังที่ว่า “ฉันยินดีและท้าทายให้คุณไปเยือนอิหร่าน หลายๆ คนที่เคยไปเยือนกลับมาจะพูดแต่สิ่งดีๆ เกี่ยวกับอิหร่าน มันมีแง่มุมอีกมากมายที่เป็นเหตุผลให้ควรไปเยี่ยมชมอิหร่านสักครั้ง”
คำตอบ: ไม่จริง
วีซ่าอิหร่านไม่มีการประทับตราลงหน้าพาสปอร์ต จึงไม่มีการสืบค้นข้ามประเทศ
สำหรับความเชื่อที่ว่าทำวีซ่าอิหร่านแล้วจะไปอเมริกายากนั้น มาจากเมื่อก่อนอิหร่านยังมีการประทับตราลงหน้าหนังสือเดินทาง และการทำวีซ่าอเมริกามีสองแบบ คือแบบยาวกับแบบสั้น ถ้าเราเป็นคนจากประเทศที่เจริญหรือประเทศที่อเมริกาอนุมัติ เราจะได้ทำวีซ่าแบบสั้น แต่ถ้าเรามีสิทธิ์ทำวีซ่าแบบสั้นแล้วเคยไปอิหร่าน เราจะถูกปัดไปทำวีซ่าแบบยาว
ซึ่งสำหรับคนไทย ยังไงเราเป็นแบบยาวอยู่แล้วจึงไม่มีผล และอย่างที่บอกว่าหลังโควิดมา อิหร่านไม่ประทับตราลงพาสปอร์ตอีกแล้ว ดังนั้นการไปอิหร่านยิ่งไม่มีผลใดๆ กับการขอวีซ่าไปอเมริกา สบายใจได้ครับสำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวทั้งสองประเทศ
ภายใต้การเมืองโลก สื่อข่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหลักๆ คือ “ฝ่ายโลกเสรี” เช่น อเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และไทยก็อยู่ฝ่ายโลกเสรี และ “ฝ่ายที่ไม่ใช่โลกเสรี” เช่น จีน รัสเซีย รวมถึงอิหร่านด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็พยายามต่อสู้กัน
สื่อฝ่ายโลกเสรี (หลักๆ คืออเมริกา) มักจะนำเสนอภาพลักษณ์ของอิหร่านในฐานะของ “วายร้าย” ที่อยู่ทุกเบื้องหลังของกลุ่มก่อการร้าย โดยเน้นไปที่อาวุธนิวเคลียร์ ผู้คลั่งไคล้ศาสนา การละเมิดสิทธิมนุษยชน และระบอบเผด็จการ ซึ่งต้องยอมรับว่าอิทธิพลของสื่อเหล่านี้มีผลอย่างมากในกลุ่มโลกเสรี รวมไปไทยด้วย
แต่ผมไม่ได้บอกว่าสื่อฝ่ายโลกเสรีไม่ดีนะ ฝ่ายที่ไม่ใช่โลกเสรีก็นำเสนอข่าวลำเอียงเข้าข้างตัวเองมากเหมือนกัน เช่น เวลาสื่ออิหร่านพูดถึงอเมริกาก็มักด่าด้วยความลำเอียง
เอาจริงๆ ผมเห็นว่าสื่อฝ่ายโลกเสรีน่าเชื่อถือกว่าอีกฝั่งด้วยซ้ำ เพราะแต่ละสำนักข่าวมีการคานอำนาจด้วยการแข่งขันทางคุณภาพสื่อ อย่างไรก็ตามผมอยากชี้ให้เห็นว่ามันมีการแข่งขันกันทางข่าวสารอยู่ และการไปอิหร่าน หรือฟังความด้านอิหร่านจะทำให้เราเข้าใจมุมมองของฝั่งที่ตรงข้ามกับสื่อกระแสหลักบ้านเรา
ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าคนอิหร่านเป็นมิตรอย่างมาก พวกเขาพร้อมให้การต้อนรับ และตื่นเต้นอย่างมากที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนประเทศของพวกเขา
เรื่องนี้เป็นเรื่อง “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” หากผู้อ่านมีโอกาสอยากให้ลองมาดูที่นี่ด้วยตนเองนะครับ
0 Comment