เมื่อเอ่ยคำว่าฐานปฏิบัติการลับ… ทุกท่านนึกถึงอะไร? มันควรเป็นสถานที่ซึ่งลอบเร้นอยู่ในจุดที่ไม่มีใครสังเกต หรือห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัยจำนวนมาก ตามที่ปรากฏตามภาพยนตร์สายลับมากมาย?

แน่นอนว่าคำตอบเหล่านี้ล้วนมีส่วนถูกทั้งสิ้น ทว่ามันจะเป็นอย่างไรหากฐานลับที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังตั้งอยู่ภายในอาคารใจกลางเมืองหลวง อย่างสถานทูตอเมริกาใจกลางกรุงเตหะรานอันเป็นสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอิหร่าน โดยเมื่อ 40 ปีก่อน ม๊อบนักเรียนอิหร่านได้บุกจับคนในสถานที่นี้เป็นตัวประกัน กลายเป็นจุดแตกหักด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมาจนกระทั่งทุกวันนี้

เรื่องราวที่ท่านจะได้ชมจากนี้คือเรื่องราวของ “ฐานลับ” ใจกลางกรุงเตหะรานอันเต็มไปด้วยอดีตอันน่าค้นหากันได้เลยครับ

เบื้องหลังเหตุการณ์

ปี 1979 อิหร่านเกิด “การปฏิวัติอิสลาม” เปลี่ยนการปกครองจากระบบพระเจ้าชาห์ เป็นรัฐเคร่งศาสนา พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี อดีตกษัตริย์ต้องหลบไปรักษาตัวที่อเมริกา

รุ่งเช้าของวันที่ 4 พฤศจิกายน 1979 นักศึกษาหลายร้อยคนได้รวมตัวกันหน้าอาคารสถานทูตสหรัฐประจำกรุงเตหะราน เพื่อกดดันให้ทางการสหรัฐส่งตัวพระเจ้าชาห์มา

จากนั้นการประท้วงกลับทวีความรุนแรงขึ้น กลุ่มนักศึกษาบุกเข้าไปยังตัวอาคารจนสามารถจับกุมคนในสถานทูตเป็นตัวประกัน 66 ชีวิต

สาเหตุของการต่อต้านอเมริกาในอิหร่านนั้นมิได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าชาห์ แต่เป็นสามารถย้อนกลับไปถึงการที่อเมริกาแอบสนับสนุนการรัฐประหารอิหร่านในปี 1953

โดยพวกเขาโค่นล้มนายกรัฐมนตรี โมฮัมหมัด โมซัดเดกห์ ผู้พยายามยุติการให้สัมปทานน้ำมันกับต่างชาติ ทำให้ชาติตะวันตกเสียประโยชน์ จึงต้องโค่นเขาจากอำนาจ

จากนั้นอเมริกาได้สนับสนุนให้พระเจ้าชาห์มีอำนาจมากขึ้น เพราะพระเจ้าชาห์สวามิภักดิ์ตน และยอมให้ชาติตะวันตกเข้าไปควบคุมกิจการน้ำมันในอิหร่าน…

…เรื่องนี้เป็นบาดแผลลึกที่อยู่ในใจคนอิหร่านเรื่อยมา…

หลังการปฏิวัติอิสลาม อิหร่านได้เปลี่ยนตนเองจากบริวารผู้ภักดีต่ออเมริกามาเป็นอภิมหาหนามยอกอกในตะวันออกกลาง

อดีตสถานทูตอเมริกาในอิหร่านจึงเปรียบเสมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นชัยชนะของชาวอิหร่านต่อสหรัฐที่เข้ามาแย่งชิงผลประโยชน์ของตนจึงเป็นพิพิธภัณฑ์ภายใต้การดูแลของรัฐบาล แต่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเพื่อเรียนรู้ถึง “โฉมหน้าแท้จริงของประชาธิปไตยของสหรัฐ” ที่จัดการกับคู่ขัดแย้งของพวกเขา

เมื่อเดินเข้าไปบริเวณทางเข้าสถานทูตจะพบกับธงชาติอเมริกาถูกแขวนกลับหัวในสภาพยับเยิน เสมือนตัวแทนความคับแค้นใจของชาวอิหร่านต่อสหรัฐ

ทางเข้าประตูด้านหนึ่งถูกสลักเป็นรูปตีนเหยียบธงชาติสหรัฐเป็นการประกาศชัยชนะของประชาชนเหนือชาติผู้อยู่เบื้องหลังการชักใยรัฐบาลของพระเจ้าชาร์ได้สำเร็จ เรียกว่าเป็นการหยามศักดาแบบโต้งๆ ก็คงไม่ผิดนัก!

ทางเข้าประตูอีกด้านถูกสลักเป็นเรื่องราวของการทำสงครามต่อต้านสหรัฐ ด้านหนึ่งเป็นรูปของทหารแห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guard) ซึ่งถูกตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 เพื่อปกป้องรัฐบาลของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจากศัตรูภายในและมีบทบาทสำคัญต่อการทำสงครามนอกประเทศอีกด้วย

เมื่อเดินเข้าไปบริเวณลอบบี้ท่านจะพบกับพื้นที่จัดแสดงทั้งหนังสือพิมพ์จำนวนมาก, เอกสารต่างๆ รวมทั้งงานศิลปะที่น่าสนใจโดยเฉพาะรูปชัยชนะของกองทัพอิหร่านจากเหตุการณ์จับกุมเรือสังกัดกองเรือลาดตระเวณแม่น้ำของสหรัฐจำนวน 2 ลำ พร้อมกับลูกเรืออีก 10 นาย เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2016

กลายเป็นความอับอายครั้งใหญ่ของอเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็นกองทัพที่เข้มแข็งเป็นอันดับหนึ่งของโลก แม้ว่าทางการอิหร่านจะทำการปล่อยเชลยทั้งหมดในเวลาต่อมาก็ตาม

จากนั้นท่านจะพบกับไฮไลท์แรกของสถานที่แห่งนี้คือ “ห้องประชุมลับสุด” ซึ่งถูกสร้างไว้สำหรับการประชุมระดับลับสุดยอดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วยวัสดุอาทิกระจกและฟอยล์อลูมิเนียมเพื่อดูดเสียงของกระประชุมเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลใดๆสามารถเล็ดรอดออกจากห้องดังกล่าว

น่าเสียดายว่า… วัสดุชั้นดีเหล่านี้ไม่สามารถช่วยให้มันหลบเร้นจากกลุ่มนักศึกษาได้ เพราะมันกลายเป็นห้องแรกๆ ซึ่งถูกค้นพบโดยกลุ่มนักศึกษาที่บุกเข้าไปถึง!

นอกจากห้องประชุมลับแล้ว ทางอิหร่านยังคงรักษาสภาพห้องทำงานของเอกอัคราชทูตสหรัฐไว้ในสภาพเดิมตั้งแต่ปี 1979 โดยมีการเพิ่มกิมมิคการจิกกัดเล็กๆคือ ธงไอซิสที่ตั้งคู่กับธงสหรัฐ เสมือนการสื่อเป็นนัยว่า “สหรัฐนั้นคือผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มไอซิส” จึงเป็นหน้าที่ของอิหร่านที่จะต้องเข้าแทรกแซงประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางอาทิ อิรัก, เยเมน และซีเรีย เพื่อขจัดอิทธิพลของกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว แม้จะต้องถูกโดดเดี่ยวจากมาตรการคว่ำบาตารของตะวันตก

เมื่อออกมาด้านหน้าห้องทำงานของท่านทูตจะพบกับโต๊ะเล็ก ๆ ของเลขาที่ไกด์ชาวอิหร่านเล่าว่าเป็นชาวแอฟริกันอเมริกันซึ่งถูกหน่วยงานใช้งานเยี่ยงทาส!

ดังนั้นการบุกสถานทูตในครั้งนั้นจึงมิใช่เป็นเพียงการขับไล่ศัตรู แต่ยังช่วยปลดปล่อยผู้ที่ถูกกดขี่ในระบบการทำงานอันไม่เป็นธรรมอีกด้วย (ชวนเชื่อสุดๆ)

เมื่อชมน้ำจิ้มกันไปแบบหอมปากหอมคอแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปชมไคลแม็กซ์ที่แท้จริงของสถานทูตแห่งนี้! ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าความโหดของสถานทูตแห่งนี้มันไม่ใช่เป็นเพียงอาคารสำนักงาน แต่ยังทำหน้าเสมือนฐานทัพลับของหน่วยข่าวกรองอย่างซีไอเอที่จับตาดูความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอิหร่านอย่างเงียบๆ

พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นชั้นความลับที่มีเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คนสามารถเข้าถึงได้ แม้แต่เอกอัครราชทูต ผู้ควรจะมีอำนาจสูงสุดในสถานทูตก็ยังไม่สามารถเข้าได้หากไม่ได้รับอนุญาต!

หากท่านเคยเห็นฐานลับของหน่วยจารชนตามภาพยนตร์น่าจะนึกถึงอุปกรณ์ไฮเทคจำนวนมากทั้งเครื่องดักฟัง, เครื่องรับส่งข้อมูล, คอมพิวเตอร์ล้ำสมัย ฯลฯ แน่นอนว่าในห้องทำงานภายในนั้นมีอุปกรณ์เหล่านี้แทบทั้งสิ้น แม้ว่าอายุของเครื่องมือเหล่านี้จะล่วงเลยมามากกว่า 40 ปี ทว่าในช่วงเวลาที่มันยังใช้งานฐานลับแห่งนี้คงจะทันสมัยเป็นอย่างมาก

บริเวณทางเข้าท่านจะพบกับประตูเหล็กความหนาเป็นพิเศษ ซึ่งถูกสร้างจากโลหะผสมที่มีคุณสมบัติในการกันเสียง, ความร้อน รวมทั้งคลื่นรบกวนต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการทำงาน โดยตัวประตูนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือ “ด้านเหนือและใต้ของตึก”ซึ่งมีการทำงานแยกจากกัน

อุปกรณ์แรกที่เราจะได้เห็นคือเครื่องดักคลื่นสัญญาณทั้งความถี่ FM, AM รวมถึงวิทยุทางการทหาร เรียกได้ว่าเป็นการดักฟังการติดต่อสื่อสารจากใจกลางเมืองเลยก็ว่าได้ อุปกรณ์ดังกล่าวตั้งอยู่ภายในห้องที่ได้รับการป้องกันจากคลื่นต่าง ๆ อย่างแน่นหนา

อิหร่านจึงเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่าสหรัฐนั้นพยายามแทรกแซงและชักใยอยู่เบื้องหลังรัฐบาลของพระเจ้าชาห์ อย่างแน่นอน !

นอกจากเครื่องดักฟังสัญญาณแล้ว บริเวณใกล้กันยังมีเครื่องที่เรียกว่าเป็นคุณปู่ของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งใช้สำหรับการถอดรหัสเพื่อจารกรรมข้อมูลต่างๆ ซึ่งสำคัญต่อการดำเนินยุทธศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงถือได้ว่าฐานลับแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของอุปกรณ์สาย ลับไฮเทค ณ ช่วงเวลานั้นก็ว่าได้

เครื่องมืออีกชิ้นที่สำคัญต่อการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับวอชิงตันคือ เครื่องโทรพิมพ์ KSR28 ซึ่งใช้เพื่อรับและส่งข้อความต่างๆ ในรูปแบบรหัสมอสคล้ายกับโทรเลข แต่ตัวแป้นพิมพ์จะเป็นตัวอักษรปกติคล้ายกับพิมพ์ดีด โดยกลไกภายในจะมีเดือยเหล็กขนาดเล็กซึ่งจะสัมผัสกับแผ่นเหล็กเบื้องล่างเพื่อส่งกระแสไฟดังกล่าวเข้าในสายโทรเลข

เมื่อกระแสไฟที่ถูกส่งออกไปยังปลายสายจะเข้าสู่เครื่องโทรพิมพ์ ปลายทางซึ่งจะแสดงผลออกมาเป็นตัวอักษรตามที่ต้นทางได้ส่งออกมา

ในยุคหนึ่งการใช้เครื่องโทรพิมพ์ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน แทนการส่งโทรเลขด้วยการเคาะรหัสมอสที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญในการเขียนและแปลรหัสดังกล่าวเป็นตัวอักษร

ระหว่างเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ของสหรัฐได้นำอุปกรณ์ภายในบางส่วนออกมา ก่อนทำลายมันด้วยฆ้อนและเลื่อย เพื่อให้เครื่องมือไม่สามารถใช้การได้

นอกจากอุปกรณ์การดักฟังและถอดรหัสอันทันสมัย ฐานลับแห่งนี้ยังมีเครื่องสร้างเอกสารยืนยันตัวตนปลอมทั้ง หนังสือเดินทาง, บัตรประชน รวมทั้งใบขับขี่แสดงจุดประสงค์ในการจารกรรมสุดๆ!

นอกเหนือจากเครื่องมือดักฟังและติดต่อสื่อสารที่ใช้สำหรับภายนอกแล้ว ตัวอาคารยังมีการติดตั้งเครื่องส่งเอกสารภายในที่จะลำเลียงเอกสารสำคัญต่างๆผ่านท่อไปยังจุดหมาย

เนื่องจากอาคารแห่งนี้มีการแบ่งโซนการทำงานเป็นฝั่งเหนือและใต้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานเฉพาะส่วนงานของตนเองแต่ไม่สามารถก้าวล่วงส่วนงานอื่นๆ หรือรับรู้การทำงานแบบครบวงจรเพื่อรักษาความลับอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ท้ายที่สุดคืออุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการรักษาความลับของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ซึ่งใช้กำจัดเอกสารต่างๆ ด้วยการย่อยเป็นชิ้นๆและเผาจนไม่เหลือหลักฐาน

อย่างไรก็ตามอดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “มันทำงานได้ช้ามากและไม่นานเครื่องก็ขัดข้อง” พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องทำลายเอกสารขนาดเล็กที่ไม่มีเตาเผาภายในตัว

…ส่งผลให้ต่อมาฝ่ายอิหร่านสามารถกู้คืนเอกสารชั้นความลับจำนวนหนึ่งของซีไอเอ ด้วยการนำเศษกระดาษจากเครื่องทำลายเอกสารกลับมาประกอบและถอดข้อความเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป โดยเอกสารจำนวนหนึ่งได้ถูกจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

เมื่อออกจากพื้นที่ของฐานลับท่านจะพบกับงานศิลปะที่ตั้งอยู่สองฝั่งของทางเดิน โดยส่วนมากจะเป็นรูปแบบการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์เช่น รูปเครื่องบินที่ถูกมีดแทงเป็นตัวแทนของเที่ยวบิน 655 ของอิหร่านแอร์, ระเบิดบนเป้ที่แสดงให้เห็นว่าอเมริกาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง, ภาพเทพีเสรีภาพซึ่งกลายเป็นปีศาจ รวมถึงรายการความชั่วร้ายที่อเมริกาเคยกระทำต่อภูมิภาคตะวันออกกลางที่เชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าไปติดตามต่อในเว็ปไซด์ได้

นอกจากงานศิลปะแล้วยังมีหลักฐานทางประวัติชิ้นจัดแสดงอยู่เช่น รูปตัวประกันที่โดนจับ, อุปกรณ์สำนักงานทั่วไป, เอกสารเกี่ยวกับการปฏิวัติอื่นๆ ฯลฯ

เมื่อออกมาบริเวณสนามท่านจะพบกับอุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายที่ตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของสวนหย่อมบริเวณสถานทูตอย่างโดมทรงกลมสีเงินขนาดไม่ใหญ่มากที่ดูโดดเด่น แต่ก็แปลกแยกจากบรรยากาศของสนามในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก

…เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมสำหรับสถานทูตสหรัฐ ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลสำคัญต่างๆ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลออกมาในรูปแบบตัวอักษรผ่านเครื่องรับ-ส่งข้อมูลที่ตั้งอยู่ภายในตัวสถานทูต

ความหวาดระแวงที่ยังไม่จางหาย 

ตลอดเวลาที่เราเดินชมสถานที่แห่งนี้… เจ้าหน้าที่ชาวอิหร่านพยายามอธิบายให้พวกเราเข้าใจสาเหตุที่ชาวอิหร่านในยุคนั้นคับแค้นอเมริกามาก พวกเขามองว่าอเมริกาเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังการปกครองแบบเผด็จการที่ชั่วร้ายของพระเจ้าชาห์

เมื่อพระเจ้าชาห์สิ้นอำนาจลงหลังการลุกฮือของประชาชนผู้สนับสนุนผู้นำเคร่งศาสนา เป้าหมายต่อไปของกลุ่มชาตินิยมอิหร่านจึงเป็นสหรัฐผู้ได้ชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการปกครองของชาห์อย่างเลี่ยงไม่ได้ …ก่อนที่เหตุการณ์ความวุ่นวายจะนำไปสู่การบุกเข้าจับกุมตัวประกัน ณ สถานทูตในท้ายที่สุด

ภายหลังการยึดสถานทูต มีการพบเอกสารและอุปกรณ์สื่อสารมากมายที่สามารถโยงไปถึงการ ดักฟังข้อมูลในอิหร่านสมัยที่พระเจ้าชาห์ปกครอง ยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามแทรกแซงแม้ฝ่าย อิหร่านเป็นพันธมิตรสำคัญ ณ เวลานั้นก็ตาม

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากอิหร่านจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้มาเป็นหลักฐานชั้นดีในการทำโปรปากันดาเพื่อตีแผ่ให้เห็นว่า “สหรัฐยังคงเป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านและตะวันออกลางมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และนำสู่คำถามที่ว่า “พวกคุณมั่นใจไหมว่าสถานทูตสหรัฐในบ้านคุณจะไม่มีอะไรแบบนี้?”