เพื่อนๆ ที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เคยสงสัยกันไหมครับว่า เรื่องราวการอพยพมาอยู่ไทยที่อากงอาม่าเล่าให้ฟัง แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์การย้ายประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

ถ้าคนจีนทางตอนเหนือมีประวัติศาสตร์การอพยพที่เรียกว่า “ฉวงกวนตง” (闯关东) และทางตะวันตกมี “โจ่วซีโข่ว” (走西口)

สำหรับชาวจีนทางตอนใต้ ไม่ว่าจะเป็นชาวฮกเกี้ยน, แต้จิ๋ว, แคะ, กวางตุ้ง, หรือไหหลำ พวกเขามีประวัติศาสตร์การดิ้นรนเสี่ยงตายข้ามมหาสมุทรที่เรียกว่า “เซี่ยหนานหยาง” (下南洋) หรือที่ภาษาถิ่นเรียกว่า “กั๊วฮวน” (过番 – ข้ามแดนไปเมืองต่างแดน) นั่นเอง

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

“หนานหยาง” (南洋) คือที่ไหน? และทำไมต้อง “เซี่ย” (下)

คำว่า “หนานหยาง” ในทางประวัติศาสตร์จีน หมายถึงดินแดนมหาสมุทรทางใต้ หรือก็คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบัน
.
ครอบคลุมไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, บรูไน ฯลฯ
.
ส่วนคำว่า “เซี่ย” แปลว่า “ลง” รวมกันจึงหมายถึง “การเดินทางลงสู่ดินแดนทางใต้”การเดินทางของชาวจีนลงสู่หนานหยางไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ผ่านกาลเวลานับพันปี โดยสามารถแบ่งออกเป็นยุคสมัยสำคัญดังนี้

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

1. ยุคแรกเริ่ม (สมัยฮั่น – หมิง)

ร่องรอยของการอพยพแรกเริ่มพบตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ก่อนที่ในสมัยถังและซ่ง พ่อค้าชาวจีนจะเริ่มแลกเปลี่ยนสินค้า นำหม้อเหล็ก ผ้าฝ้าย นั่งเรือสำเภาตามลมมรสุมมาค้าขายและตั้งชุมชนเล็กๆ แถบชวาและคาบสมุทรมลายู

ยุคราชวงศ์หมิง เมื่อเจิ้งเหอนำกองเรือมหึมาออกสำรวจ พ่อค้าและลูกเรือส่วนหนึ่งได้ตั้งหลักแหล่งและแต่งงานกับคนท้องถิ่น เกิดเป็นกลุ่มวัฒนธรรมผสมผสานมลายู-จีน ที่เรียกว่า เปอรานากัน หรือ บาบ๋า-ย่าหยา ในแถบช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์

ในช่วงหมิงตอนกลางถึงปลาย ราชสำนักบังคับใช้ นโยบายห้ามประชาชนออกทะเล แต่ด้วยความอดอยาก ชาวบ้านจึงยอมเสี่ยงภัย ผสมกับกลุ่มโจรสลัดแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน เช่น จางเหลียน, หลินเต้าเฉียน (ลิ้มโต๊ะเคี่ยม) หรือจอมโจรสลัด เฉินซูอี้ ที่เคยครองกองกำลังลูกน้องนับหมื่นและกองเรือนับร้อยลำในแถบช่องแคบมะละกา กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางทะเล และตั้งชุมชนชาวจีนยุคแรกเริ่มเอาไว้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สรุปก็คือในยุคเริ่มแรกนั้น ชาวจีนที่อพยพส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า นักเดินเรือ ไม่ก็โจรสลัด

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

2. ยุคมืด (ปลายราชวงศ์ชิง ค.ศ. 1860 เป็นต้นไป)

นี่คือยุคที่เป็นภาพจำหลักของคำว่า “เซี่ยหนานหยาง” ในยุคชิงตอนปลาย แผ่นดินจีนเผชิญสงครามทั้งภายในและภายนอก เกิดวิกฤตประชากรล้นเมือง ขาดแคลนที่นาทำกิน และภัยธรรมชาติซ้ำเติม ขณะเดียวกัน ชาติตะวันตกก็ต้องการแรงงานจำนวนมากไปบุกเบิกอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังสนธิสัญญาปักกิ่ง ที่เปิดทางให้ต่างชาติเกณฑ์แรงงานจีนได้ จึงเกิดธุรกิจการค้าแรงงานสัญญาจ้างขึ้น ซึ่งมีทั้งคนที่ถูกหลอกล่อ และชาวบ้านยากจนอีกจำนวนมหาศาลที่จำใจยอมจากบ้านเกิด มุ่งหน้าสู่ต่างแดนด้วยความหวังเพียงอย่างเดียว คือการหาเงินส่งกลับมาเลี้ยงครอบครัวที่กำลังอดอยากอยู่ข้างหลัง

การเดินทางในยุคนั้นชาวจีนต้องนั่งเรือสำเภาหัวแดง (红头船) ที่ท่าเรือจ้างหลิน (樟林古港) ในซัวเถา หรือท่าเรือซงโข่วในเหมยโจว ภาพในตอนนั้นคือชาวแต้จิ๋วและชาวแคะต่างหอบหิ้วสัมภาระเพียงเสื่อผืนหมอนใบ ก้อนขนมแห้งประทังชีวิต ขึ้นเรือสำเภาหัวแดงที่อัดแน่นกันในชั้นใต้ท้องเรือ

ด้วยการเดินทางที่แออัด ยาวนาน และการขาดแคลนสุขอนามัย อัตราการเสียชีวิตบนเรือจึงสูงมาก จนเกิดเป็นคำกล่าวอันสลดในหมู่คนฮกเกี้ยนว่า:

“十去六死三留一回头”
(ไปสิบ ตายเสียหก รอดตั้งหลักอยู่สาม และมีเพียงหนึ่งเดียวได้หวนคืนบ้านเกิด)

เรือสำเภาหัวแดงเหล่านี้ได้แล่นข้ามมหาสมุทรไปเทียบท่าตามดินแดนต่างๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่คือยุคสำคัญที่ชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยมากที่สุดยุคหนึ่ง

โดยขยายตัวจากชุมชนการค้าการขายขนาดใหญ่แถบสำเพ็ง-เยาวราช กระจายไปตามเมืองท่าและย่านการค้าสำคัญทั่วไทย กลายเป็นบรรพบุรุษของครอบครัวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากในปัจจุบัน

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

3. ยุคการอพยพหนีภัยสงคราม

หลังการปฏิวัติซินไฮ่ รัฐบาลสาธารณรัฐจีนได้สั่งยกเลิกระบบการค้าลูกหมู แต่การอพยพครั้งใหญ่ระลอกสองกลับปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1926–1937 เนื่องจากภัยสงครามแย่งชิงอำนาจของขุนศึก และการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา ชาวจีนนับล้านจึงต้องอพยพหนีตายลงใต้อีกระลอก

จนกระทั่งการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนใน ค.ศ. 1949 และการเข้าสู่ยุคสงครามเย็นในทศวรรษ 1950 แผ่นดินจีนเริ่มปิดประเทศ นโยบายจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด จึงทำให้การอพยพเซี่ยหนานหยางปิดฉากลง

ช่วงการปิดประเทศนี้เอง ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชาวจีนโพ้นทะเล เพราะทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมหาศาลไม่สามารถเดินทางกลับแผ่นดินเกิดได้ จากคนที่เคยคิดจะมาหาเงินชั่วคราวแล้วกลับบ้าน จึงต้องปลูกเรือนฝังรกราก ปรับตัวเข้ากับสังคมท้องถิ่น กลายเป็นพลเมืองถาวร และร่วมสร้างชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาจนถึงปัจจุบัน

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

4. มรดกแห่ง “เซี่ยหนานหยาง” ในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน ประชากรชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลกกว่า 80% อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นใน ไทย มีชาวจีนและผู้มีสายเลือดจีนปะปนอยู่ราว 10 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 11–14 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และสิงคโปร์ที่มีประชากรเชื้อสายจีนสูงที่สุดถึง 74% ขึ้นไป ของประเทศ

จากกุลีแบกหามในวันวาน ลูกหลานของคลื่นผู้อพยพเซี่ยหนานหยาง ได้เติบโตขึ้นเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าสัวระดับประเทศ นักคิด นักเขียน ตลอดจนผู้นำทางการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในหลายประเทศทั่วอาเซียน รวมไปถึงมรดกทางวัฒนธรรมจีนที่ส่งต่อมาถึงพวกเราในปัจจุบัน

และถ้าใครอยากไปสัมผัสตามรอยบรรพบุรุษชาวแต้จิ๋วด้วยกัน…

ปล. ในปีหน้า The Wild Chronicles กำลังจะมีทัวร์จีนซัวเถา-แต้จิ๋ว ช่วง มี.ค. หรือ เม.ย. 2570 นี้ด้วยครับ!

ทัวร์นี้จะเป็นทัวร์เน้นเที่ยวสบายๆ โปรแกรมชิลๆ อิ่มอร่อยกับอาหารท้องถิ่น เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุครับ

ท่านใดที่สนใจ สามารถทัก Line OA ของเรา แล้วพิมพ์ข้อความว่า “สนใจทัวร์ซัวเถา” เพื่อรอรับโปรแกรมทัวร์ล่วงหน้าได้เลยนะครับ!

#TWCHistory #TWCChina TWC_Salmon