ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สยามและจีนมีความสัมพันธ์ทางการค้ามานานนับร้อยปีแล้ว แต่ช่วงที่คนจีนเริ่มย้ายมาตั้งหลักปักฐานในไทยกันมาก เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง เนื่องจากบ้านเกิดเผชิญภาวะข้าวยากหมากแพงและภัยสงคราม ประกอบกับในเวลานั้นสยามกำลังอยู่ในช่วงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์พอดี ชาวจีนที่ยากจนจำนวนมากจึงเข้ามาทำงานที่คนไทยไม่ทำ นั่นก็คือการเป็นแรงงาน หรือที่เรียกว่า กุลี

จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ชาวจีนที่มัธยัสถ์ก็เริ่มตั้งหลักได้ก็ออกไปเปิดร้านค้า เปิดร้านอาหาร หรือเจ้าสัวจีนที่มีทุนอยู่แล้วก็ขยายกิจการโรงสีข้าว การค้าข้าว และโรงเลื่อย จนชาวจีนเริ่มกลายเป็นผู้ควบคุมระบบเศรษฐกิจของไทยไปโดยปริยาย เพราะคนไทยส่วนมากไม่ทำ และเหล่าผู้มีสกุลของไทยก็นิยมการไปรับราชการมากกว่าจะมาเป็นเจ้าของกิจการแบบในปัจจุบัน

เรื่องนี้เริ่มสร้างความหวาดระแวงให้แก่ชนชั้นนำสยามจนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้นามแฝงว่า “อัศวพาหุ” ทรงพระราชนิพนธ์บทความเรื่อง “ยิวแห่งบูรพทิศ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2457

เหตุที่ทรงเปรียบชาวจีนว่าเป็นยิว ก็เพราะทรงมองว่า ชาวจีนอพยพมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับชาวยิวในยุโรป คือ เข้ามาทำมาหากินจนร่ำรวย กอบโกยผลประโยชน์ กุมเศรษฐกิจของประเทศ แต่กลับไม่ยอมกลืนกลายเข้ากับคนท้องถิ่น

ชาวจีนในยุคนั้นยังคงถือตนว่าเป็นคนจีนไม่ใช่คนไทย ได้เงินมาก็ส่งเงินทองกลับบ้านเกิด ห่วงใยแผ่นดินแม่มากกว่าแผ่นดินที่อาศัย ความขุ่นเคืองนี้เองที่กลายมาเป็นชนวนสำคัญเมื่อเข้าสู่ยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

รัฐบาลในขณะนั้นได้ผลักดันนโยบายชาตินิยมสุดขั้วเพื่อสร้าง “ชาติไทยใหม่” ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย การรณรงค์ให้ใส่หมวก ใส่รองเท้า นุ่งกระโปรง เลิกกินหมาก ปรับปรุงภาษาไทยให้สั้นกระชับ ไปจนถึงการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็น 1 มกราคม เพื่อความศิวิไลซ์ในสายตาชาวโลก

แต่นโยบายชาตินิยมเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การปรับสไตล์คนไทย เพราะมันได้กลายเป็น “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่” ที่สะเทือนไปถึงวิถีชีวิตของชาวจีนในไทยทั่วประเทศ…

::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เริ่มนำนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” มาใช้ ก็เพื่อดึงเงินให้กลับมาหมุนเวียนอยู่ในมือคนไทยมากขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ผลมากนัก…
.
( แต่นับว่ายังโชคดีที่รัฐบาลไทยในยุคนั้นไม่ได้เดินหน้าสุดโต่งถึงขั้นหุบกิจการของชาวจีนมาเป็นของรัฐทั้งหมด เพราะในประวัติศาสตร์เคยมีหลายประเทศที่เลือกทำแบบนั้น สุดท้ายจบลงด้วยเศรษฐกิจของประเทศพัง เดี๋ยวจะเล่าต่อในคอมเมนต์ )

ที่สำคัญที่สุดคือการบังคับเปลี่ยนสัญชาติและเปลี่ยนชื่อ โดยบีบให้ชาวจีนที่ต้องการทำธุรกิจหรืออยากให้ลูกหลานรับราชการต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลไทย มีการนำแซ่ดั้งเดิมมาแปลเป็นนามสกุลไทยยาวๆ และที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือการปิดโรงเรียนจีน

จอมพล ป. เริ่มมีมาตราการกีดกันโรงเรียนจีนตั้งแต่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรก และยิ่งเด่นชัดในสมัยที่สอง

จอมพล ป. มองว่าหลังพรรคคอมมิวนิสต์สามารถปกครองจีนได้สำเร็จ โรงเรียนจีนในขณะนั้นก็อาจเป็นสถานที่แพร่กระจายอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้ ประกอบกับปริมาณนักเรียนในโรงเรียนจีนที่เคยพุ่งสูงจากหมื่นกว่าคนไปเหยียบเกือบสองแสนคน รัฐบาลจึงต้องเข้ามาควบคุมอย่างจริงจัง

เริ่มตั้งแต่การลงกวาดล้างโรงเรียนจีนที่ไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง ปฏิเสธการยื่นคำร้องเปิดโรงเรียนระดับมัธยมทั้งหมด พร้อมบีบและสั่งปิดโรงเรียนเดิมจนจากที่มีอยู่ทั่วประเทศมากกว่าสี่ร้อยแห่ง เหลือเพียงร้อยกว่าแห่ง ทำให้หลายสิบจังหวัดแทบไม่เหลือโรงเรียนจีนตั้งอยู่เลย

นอกเหนือจากการปิดโรงเรียนแล้ว รัฐบาลยังใช้วิธีกลืนกลายหลักสูตรด้วยการบังคับให้โรงเรียนจีนต้องใช้ครูใหญ่เป็นคนไทยเท่านั้น ตัดทอนชั่วโมงการเรียนภาษาจีนให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ห้ามใช้อักขระจีนเขียนกระดานดำในวิชาอื่น ห้ามใช้อธิบายวิชาคำนวณ และสั่งห้ามใช้สื่อการสอนรวมถึงหนังสือภาษาจีนต้องห้ามกว่ายี่สิบสองเล่ม

ยิ่งไปกว่านั้นยังบังคับว่าหากโรงเรียนอยากได้เงินอุดหนุนช่วยเหลือ จะต้องยอมตัดลดชั่วโมงการสอนภาษาจีนลงตามเงื่อนไข โรงเรียนจีนส่วนใหญ่ที่ฐานะทางการเงินไม่ดีอยู่แล้วจึงทยอยปิดตัวลงไปเองในที่สุด

ผลลัพธ์คือโรงเรียนจีนกลายเป็นโรงเรียนที่มีค่าเทอมแพง พ่อแม่ชาวจีนที่ไม่อยากแบกค่าเทอมแพงๆ ก็ต้องยอมส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนประถมของไทยหรือโรงเรียนคริสต์แทน และนั่นเองจึงกลายเป็นการตัดรากถอนโคนการศึกษาภาษาจีนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

มาตรการของจอมพล ป. ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้ามาของสื่อวิทยุและโทรทัศน์ภาษาไทย บริบทสงครามเย็นที่บีบให้ต้องเลือกข้าง ความจำเป็นทางสังคมและการทำงานที่ต้องพึ่งพาภาษาไทย รวมไปถึงการแต่งงานข้ามเชื้อสายระหว่างคนไทย และ คนจีน จึงค่อยๆ หล่อหลอมให้สายเลือดจีนในแผ่นดินไทยถูกกลืนกลายไปอย่างสมบูรณ์ จนในที่สุดลูกหลานชาวจีนรุ่นต่อมาต่างมองเห็นตนเองและถือตัวว่าเป็นคนไทยเต็มตัว เพียงแต่มีเชื้อสายจีนก็เท่านั้น

#TWCHistory #TWCThailand TWC_Salmon

อ้างอิง :

ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. (2569, 17 กุมภาพันธ์). จอมพล ป. เจ็บใจช่วงตรุษจีน เจ๊กขายหมู-ร้านขายกับข้าวปิดร้านหมด. ศิลปวัฒนธรรม.
ศิลปวัฒนธรรม. (2565, 7 สิงหาคม). การปิดโรงเรียนจีน และห้ามสอนภาษาจีน ในประเทศไทยสมัยรัฐบาลจอมพล. ศิลปวัฒนธรรม.
อัศวพาหุ. (2428, 7 มกราคม) พวกยิวแห่งบูรพทิศ และ เมืองไทยจงตื่นเถิด. หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ.
ชนิดา จรรโลงศิริชัย. (ม.ป.ป.) แปลก พิบูลสงคราม. ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า