พื้นที่เอเชียกลางยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก แต่นี่เป็นภูมิภาคที่มีธรรมชาติสวยงาม วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์ และนโยบายที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว แถมราคาไม่แพงมาก
ในโพสต์นี้ผมขอนำเสนอการท่องเที่ยวที่ “ทางหลวงปามีร์” ที่ได้รับขนานนามว่า “ถนนบนท้องฟ้า” ท่ามกลางธรรมชาติภูเขาและทะเลสาบสุดตระการตา รายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้าง? มาติดตามกันเลยครับ
“ทางหลวงปามีร์” เป็นชื่อของทางหลวง M41 สมัยโซเวียต มีจุดเริ่มต้นจากอัฟกานิสถานไปสิ้นสุดที่คีร์กีซสถาน รวมความยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร อยู่ที่ระดับความสูงเฉลี่ย 4,655 ม. เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้เป็น “ถนนที่มีระดับความสูงมากเป็นอันดับ 2 ของโลก” ถนนส่วนใหญ่อยู่ในเขตประเทศทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงจนบางคนถึงกับให้สมญาว่า “สวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย”
ประชากรที่อาศัยอยู่แถบนี้คือ “ชาวปามีร์” ซึ่งเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าขี่ม้า “ไซเทียน” ที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ที่ลากยาวตั้งแต่ยุโรปตะวันออกถึงเอเชีย ก่อนที่จะมาผสมผสานกับวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียและพูดภาษาทาจิก การขีดเส้นแบ่งประเทศปัจจุบันเกิดจากสมัยโซเวียตที่มองชาวปามีร์เป็น “ทาจิกภูเขา” จึงได้จัดให้อยู่ในประเทศเดียวกัน
คนท้องถิ่นเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก โบราณนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ และกรีกผสมพุทธสไตล์คันธาระ ส่วนคนปามีร์ปัจจุบันนับถือศาสนาอิสลามที่แผ่เข้ามาจากกองทัพมุสลิมสมัยศตวรรษที่ 7
เส้นทางปามีร์นี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เริ่มต้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางสายไหม” เส้นทางการค้าแต่โบราณที่เชื่อมระหว่างยุโรปกับจีน มีกองคาราวานการค้า ทหาร ผู้เผยแผ่ศาสนาและนักจาริกแสวงบุญใช้เดินทาง จนมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ถนนแห่งอุดมการณ์”
มาร์โค โปโลเองก็เคยสัญจรผ่านเส้นทางนี้ในการเดินทางไปเมืองจีน และขนานนามว่า “สถานที่สูงสุดในโลก” ส่วน “ปามีร์” ก็อาจจะมาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า “หลังคาโลก” ด้วย (แม้ต่อมาจะพบว่าเทือกเขาหิมาลัยสูงกว่า)
ประชากรที่อาศัยอยู่แถบนี้คือ “ชาวปามีร์” ซึ่งเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าขี่ม้า “ไซเทียน” ที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ที่ลากยาวตั้งแต่ยุโรปตะวันออกถึงเอเชีย ก่อนที่จะมาผสมผสานกับวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียและพูดภาษาทาจิก พวกเขาเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก
ตั้งแต่โบราณพื้นที่ปามีร์ตรงนี้อยู่ที่ขอบของจักรวรรดิที่ใหญ่กว่ารอบๆ จนกลายเป็น “ทางแพร่งของจักรวรรดิ” ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงที่รัสเซียกับอังกฤษแข่งอิทธิพลกันเหนืออัฟกานิสถานที่เรียกว่า “Great Game” ทำให้มีการเริ่มก่อสร้างถนนในพื้นที่ทางหลวงปามีร์ปัจจุบันเริ่มตั้งแต่ปี 1876 แต่มาสร้างจริงจังในยุคโซเวียตในช่วงปี 1934-1940
กิจกรรมที่สามารถทำได้ในการท่องเที่ยวบนทางหลวงปามีร์มีตั้งแต่การขับรถ (โรดทริป) การเดินเขา และการสัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นตามเมืองและชุมชนที่อยู่รายทาง ซึ่งรายละเอียดของเส้นทางคร่าวๆ จะมีดังต่อไปนี้:
เริ่มต้นจากเมืองออช (Osh) เป็นเมืองเก่าแก่อายุกว่า 3 พันปีในคีร์กีซสถาน ตัวเมืองมีตลาดบาซาร์อันเก่าแก่ไม่ย้ายที่มากว่า 2 พันปี มีสินค้าแบบดั้งเดิมนานาชนิดให้เลือกสรร และยังมี “ภูเขาสุไลมาน” เป็นแหล่งมรดกโลกที่เป็นสถานที่จาริกแสวงบุญของผู้คนยุคก่อนอิสลาม มีศาสนสถานจากยุคศตวรรษที่ 15 ที่ตั้งโดยจักรพรรดิบาบูร์ ต้นราชวงศ์โมกุลในอินเดีย
จากนั้นเริ่มเดินทางทางถนนมาทางใต้ถึงเมือง “ซารีทัช” (Sary-Tash) เป็นเมืองเล็กๆ อันมีเสน่ห์ตั้งอยู่ใกล้จุดบรรจบระหว่างคีร์กีซสถาน ทาจิกิสถานและจีน ที่ถึงแม้ไม่มีความโดดเด่นให้เป็นจุดหมายปลายทาง แต่ก็เหมาะเป็นจุดแวะพักผ่อนหย่อนใจก่อนจะเดินทางต่อไปตามเส้นทางภูเขา
ระหว่างทางจะพบกับผู้คนที่ยังอาศัยอยู่กันแบบดั้งเดิม ทั้งแบบกระโจมและทำอาหารโดยอาศัยมูลจามรีเป็นเชื้อเพลิง และที่นี่อากาศหนาวมากนะครับ
เดินทางต่อมาจะถึง “ช่องเขาคีร์ซิล-อาร์ต” (Kyzyl-Art Pass) อันเป็นพื้นที่ชายแดนระหว่างคีร์กีซสถานกับทาจิกิสถาน ไม่ไกลนักจะมี “ยอดเขาเลนิน” (Lenin Peak) บนเทือกเขาทรานส์อะเลย์ ที่มีความสูงกว่า 7,100 ม. เป็นภูเขาสูงที่มีโอกาสพบนักปีนเขาที่พยายามปีนเพื่อพิชิตยอดเขาเป็นประสบการณ์ชีวิตมากมาย
ในการเดินทางข้ามประเทศจะต้องใช้วีซ่าและหากเดินทางเข้ามาในทาจิกิสถานจะต้องใช้ “ใบอนุญาตของเขตปกครองตนเองกอร์โน-บาดัคชาน” ซึ่งเกิดจากการขีดเส้นแบ่งประเทศสมัยโซเวียต อนึ่งชาวปามีร์ยุคนั้นถูกจับรวมอยู่กับทาจิกิสถานเพราะมองว่าเป็น “ทาจิกภูเขา” แต่หลังได้รับเอกราช ทางการทาจิกิสถานก็ให้สิทธิพวกเขาได้ปกครองตนเองนั่นเอง
ผ่านเข้ามาจะถึงช่วงที่เรียกว่า “ช่องเขาอัคไบทัล” (Ak-Baital Pass) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของทางหลวงปามีร์ ใกล้ๆ กันนั้นจะมี “ทะเลสาบคารากุล” (Karakul) เป็นทะเลสาบที่มีน้ำใส พื้นหลังเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์และภูเขาสูงมีหิมะปกคลุม เดิมเป็นแอ่งอุกกาบาตในพื้นที่ “หุบมรณะ” ซึ่งมีตำนานท้องถิ่นเล่าถึงม้าวิเศษที่สามารถให้พรนักเดินทางหรือลากลงไปใต้ทะเลสาบก็ได้
ลงใต้ต่อมาจะถึงเมือง “มูร์กาบ” (Murghab) เป็นเมืองเล็กๆ ประชากรเพียง 7,500 คนและเมืองที่อยู่ระดับความสูงสูงสุดในทาจิกิสถานและอดีตสหภาพโซเวียต แรกเริ่มเป็นป้อมค่ายทหารรัสเซียในยุค Great Game แล้วจึงขยับขยายเป็นเมืองในยุคโซเวียต ตัวเมืองมีจุดน่าสนใจคือบาซาร์ของเมืองที่ทำจากตู้คอนเทนเนอร์เรียงรายกัน
จากนั้นเส้นทางจะวกมาทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างทางมี “ทะเลสาบยาชิลกุล” (Yashilkul) เป็นทะเลสาบที่เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์นก ทิวทัศน์เป็นทะเลสาบน้ำใสเช่นเดียวกัน
ต่อมาเรื่อยๆ จะถึงเมือง “โคร็อก” (Khorog) เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองกอร์โน-บาดัคชาน เป็นเมืองที่ใหญ่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควร
นอกเมืองมี “สวนพฤกษศาสตร์” ที่ตั้งอยู่บนความสูงสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากที่เนปาล โดยมีพรรณไม้ที่เติบโตบนพื้นที่สูงจัดแสดงกว่า 2-4 พันชนิด
อีกทั้งสามารถชมบ้านสไตล์ปามีร์ดั้งเดิมที่เรียกว่า “ชิด” (chid) ซึ่งผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมแบบปามีร์กับศาสนาโซโรอัสเตอร์ ซึ่งดูจากการออกแบบโดยใช้กล่องสี่เหลี่ยมที่เป็นตัวแทนธาตุทั้งสี่ในศาสนาโซโรอัสเตอร์
จากนั้นเดินทางมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ จะพบกับเมือง “คาไลคุม” (Qal’ai Khumb/Kalaikhum) เป็นเมืองที่มีภูเขาล้อมรอบทุกด้าน และตรงชายแดนทาจิกิสถาน-อัฟกานิสถาน ที่มีตลาดชายแดนเปิดเป็นบางวัน
ใกล้ๆ กันมี “ปราสาทคารอน” (Castle Karon) เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ภายในมีวิหารโซโรอัสเตอร์ อาคารสาธารณะและสวนต่างๆ เมืองนี้เพิ่งถูกค้นพบในปี 2012 และถูกขนานนามว่าเปรียบเสมือน “มาชูปิกชู” ในอเมริกาใต้เลยทีเดียว
ลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาไลคุมเป็นที่ตั้งของ “ป้อมปราการฮุลบัค” (Hulbuk Fortress) ยุคศตวรรษที่ 9-12 เป็นป้อมที่ตั้งอยู่ทางเข้าเส้นทางสายปามีร์จากฝั่งตะวันตก และมีพระราชวังสร้างอยู่ถึง 2 ชั้น แต่ถูกทำลายไปหลังการรุกรานของมองโกล
ต่อไปทางเหนือจะพบกับ “เขื่อนนูเร็ก” (Nurek Dam) เป็นเขื่อนสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าที่สร้างตั้งแต่ยุคโซเวียต ปัจจุบันเป็นเขื่อนที่มีสันเขื่อนสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ริมเขื่อนจะมีรีสอร์ตที่มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมาพักผ่อนหย่อนใจได้มากมาย โดยเฉพาะชาวเมืองหลวงดูชานเบที่มักมาใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์กันที่นี่
และสิ้นสุดกันที่ “ดูชานเบ” (Dushanbe) เมืองหลวงของทาจิกิสถาน และเป็นเมืองที่เคยผลัดเปลี่ยนกันของหลายๆ อาณาจักรแต่ยุคโบราณ ในเมืองมีสิ่งน่าสนใจมากมายแต่ขอแนะนำ “พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุแห่งชาติทาจิกิสถาน” ซึ่งภายในมี “พระพุทธรูปปางปรินิพพานแห่งอจินาเทเพ” ที่เคยเล่าถึงในเพจไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธในอดีตในพื้นที่แถบนี้นั่นเอง
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทัวร์ “3 สถาน” คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถานที่เปิดให้จองได้แล้ววันนี้นะครับ ท่านจะเห็นได้ว่าเส้นทางนี้มีสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่รอต้อนรับนักผจญภัยที่กำลังมองหาจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่ไม่จำเจอยู่ สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อมาได้ทุกช่องทางการติดต่อของเราได้เลยครับ
#TWCCulture #TWCTour #TWCCentralAsia
0 Comment