รู้หรือไม่? ในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์เคยมี สาธารณรัฐสำหรับเหล่าโจรสลัดอย่างเป็นทางการ
สาธารณรัฐแห่งนี้เป็นฐานบัญชาการสำคัญที่เหล่าโจรสลัดชื่อดังใช้เป็นฐานในการออกปล้นสินค้า และปล้นสะดมผู้คนไปทั่วผืนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ร่วมทั้งริมชายฝั่งของยุโรปบางส่วน
โจรสลัดชื่อดังมากมายที่เคยสร้างวีรกรรมอันโด่งดัง ล้วนเคยได้เข้าร่วมกับสาธารณรัฐแห่งนี้ ไม่เว้นแม้แต่โจรสลัดชื่อดังผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวละคร “แจ็ค สแปร์โรว์”
นี่คือเรื่องราวของสาธาณรัฐโจรสลัดที่เคยมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์
นี่คือเรื่องราวของเมืองที่แปรเปลี่ยนความแค้น เป็นการออกปล้นสะดม
นี่คือเรื่องราวของเหล่าโจรสลัดแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เรื่องราวจะเป็นอย่างไรติดตามไปพร้อมกันครับ..
*สามารถเปิดเพลง the medallion calls ได้ครับเพื่ออรรถรสในการอ่าน*
________________________
🏴☠️ จากผู้ลี้ภัยสู่โจรสลัด กำเนิดโจรสลัดแห่งเมดิเตอเรเนียน
🏴☠️ โจรสลัดเริ่มแข็งข้อ
🏴☠️ สาธารณรัฐโจรสลัดซาเล
🏴☠️ ความหวาดกลัวแห่งยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน
🏴☠️ ไม่สามารถปราบปรามได้อยู่หมัด
🏴☠️ จุดจบของสาธารณรัฐโจรสลัด
🏴☠️ ภาพยนตร์ไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียน เข้ามาเกี่ยวข้องได้ยังไง
________________________
🏴☠️ จากผู้ลี้ภัยสู่โจรสลัด กำเนิดโจรสลัดแห่งเมดิเตอเรเนียน
1. ซาเล (Salé) เป็นเมืองท่าโบราณของโมร็อกโก ริมปากแม่น้ำบูเรเกรกที่ตรงข้ามกับกรุงราบัตเมืองหลวงของประเทศโมร็อกโกในปัจจุบัน เมืองแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์การค้าเมื่อครั้งยุคกลางจนกลางถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในทศวรรษที่ 17
2. ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เมืองนี้กลับกลายเป็นสถานที่หลบภัยของผู้ถูกขับไล่จากดินแดนยุโรป เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 1609 พระเจ้าเฟลิเปที่ 3 แห่งสเปนทรงออกพระราชกฤษฎีกาขับไล่ชาวมุสลิมที่เหลืออยู่ในประเทศให้ออกจากแผ่นดินสเปนให้หมดสิ้น
3. การเนรเทศครั้งใหญ่หลังสงครามครูเสดไอบีเรีย (Reconquista) ส่งผลให้ชาวมุสลิมเชื้อสายสเปนหลายหมื่นคนต้องถูกขับไล่ พวกเขาต้องระหกระเหินข้ามทะเลมายังแอฟริกาเหนือ ส่วนหนึ่งในนั้นคือกลุ่มชาวมอรีสโกผู้มั่งคั่งจากเมืองทางตอนใต้ของสเปนประมาณ 3,000 คน พวกเขารู้ข่าวล่วงหน้าและเริ่มอพยพมาตั้งหลักแหล่งที่ซาเลตั้งแต่ก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการจะเริ่มแล้ว
4. ถึงจะเป็นคนนอกถิ่น แต่พวกมอรีสโกเหล่านี้กลับนำความรู้ทางการเดินเรือ รวมทั้งมีทุนทรัพย์ และมีความแค้นเคืองสเปนอย่างมาก เนื่องจากที่ขับไล่พวกเขาจากสถานที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน พวกเขาจึงเลือกตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณย่านเมืองเก่าของเมือง ราบัต ซึ่งตั้งอยู่ ฝั่งตรงข้าม กับเมือง ซาเล โดยมีแม่น้ำบูเรเกรกคั่นกลาง ก่อนที่จะปรับบทบาทจากผู้ลี้ภัยสู่บทบาท “โจรสลัด” และเริ่มปล้นสะดมเรือสินค้าของชาติเจ้าอาณานิคมยุโรปเพื่อตอบโต้ และเพื่อความอยู่รอดของตัวเองในทันที
5. โลกในเวลานั้นเอื้อให้ซาเลกลายเป็นรังโจรสลัดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากยุโรปกำลังอยู่ในยุคขยายอำนาจล่าอาณานิคมทางทะเล ทำให้มีเรือสินค้าแล่นกันพรุกพล่าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นอย่างมาก ทำให้น่านน้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปล้นสะดมอย่างดุเดือดและเป็นการเปิดยุคสมัยแห่งโจรสลัด อย่างเป็นทางการ
________________________
🏴☠️ โจรสลัดเริ่มแข็งข้อ
6. ซาเลถือกำเนิดใหม่ในฐานะแหล่งซ่องสุมกำลังโจรสลัด เดิมทีสุลต่านแห่งโมร็อกโกอนุญาตให้กลุ่มโจรสลัดเหล่านี้ปฏิบัติการได้โดยเก็บผลประโยชน์เป็นส่วนแบ่งเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปอำนาจของพวกโจรสลัดกลับเพิ่มมากขึ้น
7. พวกเขาเลือกตั้งผู้นำของตนขึ้นมาปกครองเมืองอย่างไม่เป็นทางการ กล่าวกันว่าราวปี 1614 บราฮิม วาร์กัส โจรสลัดเชื้อสายสเปนคนหนึ่งได้ขึ้นเป็นผู้ว่าการคนแรกของซาเล และเริ่มนำความมั่งคั่งมาสู่ชุมชนโจรสลัดด้วยการค้าของเถื่อนและการปล้นเรือสินค้าชาติยุโรป ทำให้กองเรือโจรสลัดของซาเลเติบโตขึ้นจนมีอิทธิพลทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแอตแลนติก ขุมทรัพย์และสินค้าที่ปล้นมาได้หลั่งไหลสู่เมืองท่าสร้างความรุ่งเรืองให้เมืองอย่างรวดเร็ว
8. ชื่อเสียงของโจรสลัดแห่งซาเล เริ่มดึงดูดนักผจญภัยและโจรสลัดจากนานาชาติให้เข้ามาร่วมสังกัด หนึ่งในโจรสลัดที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคนั้นคือ จอห์น วอร์ด (John Ward) ชาวอังกฤษที่ภายหลังรับอิสลามและได้ชื่อใหม่ว่า ยูซุฟ รีส (Yusuf Reis) เขาเป็นโจรสลัดผู้ลือลั่นซึ่งไปเข้าร่วมกับกองโจรสลัดมุสลิมแห่งตูนิเซียภายใต้จักรวรรดิออตโตมัน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของนักเดินทะเลที่หันมาอยู่ฝั่งโจรสลัดอย่างเต็มตัว
9. เรื่องราวของวอร์ดและเหล่าโจรสลัดยุคเดียวกัน แพร่สะพัดไปทั่วทะเลหลวงสร้างความหวาดผวาให้กับทั้งบรรดากะลาสีและประชาชนทั่วทั้งชายฝั่งยุโรป และช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่ซาเล โจรสลัดสัญชาติดัตช์นามว่า ยาน แจนส์ซูน (Jan Janszoon) ก็ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ เขาเองก็เข้ารับอิสลามและเป็นที่รู้จักในหมู่โจรสลัดว่า มูราด รีส (Murad Reis) โดยแจนส์ซูนได้รับเลือกจากสภาโจรสลัดให้ดำรงตำแหน่ง “แกรนด์แอดมิรัล” หรือหัวหน้ากองทัพเรือโจรสลัดแห่งซาเล และปกครองกิจการโจรสลัดโดยพฤตินัยในเมืองนี้
10. สุลต่านแห่งราชวงศ์ซาดีของโมร็อกโก ถึงกับจำใจยอมรับอำนาจของแจนส์ซูนโดยแต่งตั้งเขาเป็นผู้ว่าการเมืองอย่างเป็นพิธีการเพื่อรักษาหน้าผู้ปกครองเดิมเอาไว้ โดยภายใต้การนำของ แจนส์ซูน กองเรือ “ซาเลโรเวอร์” (Sallee Rovers) ก็ยิ่งเหิมเกริม ออกปล้นสะดมทั่วทั้งน่านน้ำอย่างไม่เกรงกลัวใคร
________________________
🏴☠️ สาธารณรัฐโจรสลัดซาเล
11. ไม่กี่ปีต่อมาเหล่าโจรสลัดแห่งซาเลก็ยิ่งแข็งแกร่งถึงขั้นประกาศตนเป็นอิสระเต็มรูปแบบจากอำนาจสุลต่านโมร็อกโก เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อกลุ่มโจรสลัดที่มีบทบาทในการบริหารเมือง รวมตัวกันขับไล่เจ้าเมืองผู้แทนสุลต่านออกไปจากซาเล และตั้งตนเป็น “สาธารณรัฐ” ปกครองตนเองโดยไม่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ใดๆ และปฏิเสธที่จะส่งภาษีสิบส่วนให้สุลต่านตามที่เคยทำมา
12. โครงสร้างการปกครองถูกแต่งตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในรูปของ “ดีวาน” (Diwan) หรือสภาปกครองกลาง ประกอบด้วยสมาชิกผู้ทรงอิทธิพลราว 12–14 คน ทำหน้าที่ออกกฎและบริหารเมืองร่วมกัน โดยในเดือนพฤษภาคมของทุกปี สมาชิกสภาจะร่วมกันเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าการ” (Governor) หรือบางครั้งเรียกว่า “กัปตันใหญ่แห่งป้อมปราการ” ขึ้นมาหนึ่งคนเพื่อทำหน้าที่เสมือนผู้นำสูงสุดของรัฐโจรสลัดนี้
13. ระยะแรกตำแหน่ง “ดีวาน” ถูกปกครองโดยกลุ่มชนชั้นนำมอรีสโกจากฮอร์นาโชส (Hornachos) ที่มาตั้งรกรากก่อน กลุ่มประชากรมอรีสโกกลุ่มอื่นที่ตามมาทีหลังซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “ชาวอันดาลูเซีย” เนื่องจากส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากแคว้นอันดาลูเซียของสเปน พวกเขาเริ่มไม่พอใจกับการผูกขาดดังกล่าว จนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง
14. แต่ในที่สุดทั้งสองฝ่ายได้ทำข้อตกลงแบ่งปันอำนาจกันได้ โดยให้เพิ่มตำแหน่ง “ไกด์” (Qaid) ซึ่งเป็นผู้นำทางการทหารขึ้นมาจากฝั่งชาวอันดาลูเซีย และปรับโครงสร้างดีวานเป็นสมาชิก 16 คน แบ่งสัดส่วนระหว่างกลุ่มฮอร์นาโชสกับกลุ่มอันดาลูเซียฝ่ายละครึ่งเท่ากัน
15. การประนีประนอมนี้ทำให้รัฐโจรสลัดซาเลสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ จากความขัดแย้งภายในเอง เอกสารราชการต่างๆ ของรัฐเล็กๆ แห่งนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาสเปนซึ่งเป็นภาษาแม่ของชาวมอรีสโก แสดงให้เห็นถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของผู้ร่วมก่อตั้งสาธารณรัฐแห่งนี้
________________________
🏴☠️ ความหวาดกลัวแห่งยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน
16. ผืนน้ำของเมดิเตอร์เรเนียน กึกก้องด้วยเสียงปืนใหญ่ของเหล่าโจรสลัดและกองเรือ เมื่อพวกโจรสลัดสามารถปล้นสะดมสินค้ามาได้ พวกเขาก็จะเอามันขายที่ซาเล พวกเขาใช้เมืองซาเลเป็นฐานส่งกองเรือออกปล้นสะดมกวาดต้อนทาสและสินค้าจากทั่วท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและชายฝั่งยุโรปต่างตกเป็นเป้าหมายไม่เว้นแม้แต่ดินแดนไกลโพ้น
17. กลุ่ม “ซาเลโรเวอร์” ของแจนส์ซูน เคยนำกองเรือแล่นอ้อมไกลไปโผล่ถึงช่องแคบอังกฤษ พวกเขาบุกโจมตีชายฝั่งเกาะไอซ์แลนด์อันห่างไกล กวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นทาส การจู่โจมครั้งนี้คนไอซ์แลนด์เรียกขานว่า “การลักพาตัวโดยเติร์ก”
18. นอกจากนี้โจรสลัดซาเลยังยึดครองเกาะเล็กๆ อย่างลันดี้ (Lundy) กลางช่องแคบบริสตอลของอังกฤษ และใช้เป็นฐานซ่องสุมโจมตีเรือสินค้าที่แล่นผ่านย่านนั้นอยู่ถึงห้าปีเต็ม ด้วยระยะปฏิบัติการที่ไกลขนาดครอบคลุมแทบทุกผืนน้ำทั่วดินแดนยุโรปเช่นนี้ ทำให้ในช่วงทศวรรษ 1620 ถึงปี 1630 ไม่มีที่ใดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเลยที่จะปลอดภัยจากเงื้อมมือโจรสลัดซาเล
________________________
🏴☠️ ไม่สามารถปราบปรามได้อยู่หมัด
19. การคุกคามของสาธารณรัฐโจรสลัดแห่งโมร็อกโกนี้ทำให้หลายประเทศในยุโรปขวัญผวา ชาวยุโรปรู้จักชื่อเสียงของเหล่า “ซาเลโรเวอร์” นี้ดี ในบางพื้นที่ผู้คนกลัวข่าวลือกันจนถึงขั้นละทิ้งหมู่บ้านชายฝั่งทะเลของตนเองเนื่องจากกลัวการถูกปล้นสะดมโดยโจรสลัด
20. บรรดามหาอำนาจทางทะเลของยุโรปจึงพยายามตอบโต้กวาดล้างโจรสลัดซาเลอย่างแข็งขัน นอกจากการส่งกองเรือลาดตระเวนคุ้มกันเส้นทางเดินเรือแล้ว บางครั้งถึงกับยกพลมาระดมยิงถล่มเมืองซาเลเพื่อตอบโต้เลยทีเดียว
21. ซาเลเคยถูกกองทัพเรือยุโรปโจมตีอยู่หลายครั้งในช่วงที่โจรสลัดเรืองอำนาจ เพื่อพยายามทำลายรังโจรสลัดนี้ให้สิ้นซาก อย่างไรก็ตามพวกโจรสลัดก็สามารถหลบซ่อนหรือโต้กลับจนรอดพ้นการปราบปรามไปได้ทุกครั้ง
22. ขณะเดียวกันบางประเทศเลือกใช้วิธีการทางการทูตเข้าแลกเปลี่ยนเชลยและทำสัญญาสงบศึกเป็นครั้งคราวไป ฝรั่งเศสและฮอลแลนด์ถึงกับส่งกงสุลเข้ามาประจำที่ซาเลในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 เพื่อดูแลผลประโยชน์ของตนและเจรจาไกล่เกลี่ยกรณีเรือสินค้าถูกปล้นหรือพลเมืองถูกจับตัวไปเป็นเชลย
________________________
🏴☠️ จุดจบของสาธารณรัฐโจรสลัด
23. แม้จะสร้างตำนานยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ยุครุ่งเรืองของสาธารณรัฐแห่งโจรสลัดซาเลก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่ออำนาจของราชวงศ์โมร็อกโกเริ่มกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งและเริ่มเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามโจรสลัด
24. สถานการณ์ภายในโมร็อกโกในช่วงทศวรรษ 1640 ก็แปรปรวนเนื่องจากเกิดกลุ่มศาสนานาม “ลัทธิดีลาอิยา” (Zawiya Dila’iya) ผงาดขึ้นมาอ้างสิทธิอำนาจทางจิตวิญญาณและการเมืองในหลายพื้นที่ รวมถึงซาเลด้วย การที่มีกลุ่มอำนาจใหม่เข้ามาแทรกแซงทำให้บรรดาโจรสลัดซาเลต้องเผชิญศึกหลายด้าน ทั้งจากศัตรูภายนอกและความขัดแย้งภายในเอง
25. ไม่นานนักผู้นำยุครุ่งเรืองของเหล่าโจรสลัดก็เริ่มล้มหายตายจาก เจ้าผู้ครองโมร็อกโกพระองค์ใหม่คือสุลต่านมูเล อัล-ราชีด (ผู้ก่อตั้งราชวงศ์อาลาวิตที่ปกครองโมร็อกโกจวบจนปัจจุบัน) เขาได้ยกทัพเข้าปราบปรามทั้งกลุ่มดีลาอิยาและเหล่าโจรสลัดร่วมด้วยพร้อมกัน
26. ทัพสุลต่านเข้ายึดครองเมืองซาเลและราบัตคืนมาได้เด็ดขาดในปี 1660 และในที่สุดปี 1668 สุลต่านมูเล อัล-ราชีดก็ทรงกวาดล้างอำนาจของโจรสลัดลงอย่างสิ้นซาก ยุติการดำรงอยู่ของสาธารณรัฐแห่งโจรสลัดลงอย่างเป็นทางการ
27. หลังจากนั้น เมืองซาเลก็กลับมาอยู่ใต้การปกครองของสุลต่านโมร็อกโกดังเดิม การปล้นสะดมโดยโจรสลัดทยอยซบเซาลงตามลำดับเมื่อมหาอำนาจยุโรปเข้มแข็งขึ้นและการค้าโลกเปลี่ยนเส้นทางไป เมืองท่าซาเลซึ่งครั้งหนึ่ง เคยสั่นสะเทือนไปทั่วทะเลหลวงก็กลายเป็นเพียงตำนานหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เหลือเพียงความทรงจำว่าที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของสาธารณรัฐแห่งโจรสลัด..
________________________
🏴☠️ ภาพยนตร์ไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียน เข้ามาเกี่ยวข้องได้ยังไง
28. เมืองโจรสลัดซาเลยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้สื่อบันเทิงหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะในภาพยนตร์ เรื่อง “ไพเรทส์ออฟเดอะแคริบเบียน” (Pirates of the Caribbean) เมืองทอร์ทูก้า เป็นแหล่งรวมโจรสลัดจากทุกสารทิศ เต็มไปด้วยการปล้น ซ่องโสเภณี เหล้า ดนตรี และการก่อกบฏ ซึ่งสะท้อนภาพของเมือง ซาเลในศตวรรษที่ 17 ได้เป็นอย่างดี
29. ประเด็นต่อมาคือในภาค 3 (Pirates of the Caribbean: At World’s End) เราจะได้เห็นการประชุมของ “สภาโจรสลัดทั้งเก้าทะเล” ที่ประกอบด้วยโจรสลัดผู้ทรงอิทธิพลจากแต่ละภูมิภาคมารวมตัวกันตัดสินใจเรื่องใหญ่ระดับโลก โดยมีการโหวต เลือกผู้นำ และออกกฎร่วมกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับ ระบบสภา “ดีวาน” (Diwan) ของสาธารณรัฐโจรสลัดซาเล ที่ประกอบด้วยสมาชิกจากหลายกลุ่มซึ่งร่วมกันบริหารเมือง เลือกผู้ว่าการ และคานอำนาจระหว่างกัน
30. สุดท้ายตัวเอกของเรื่องอย่างตัวละคร แจ็ค สแปร์โรว์ เชื่อกันว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก จอห์น วอร์ด เป็นโจรสลัดอังกฤษผู้มีชีวิตโลดโผนในดินแดนแห่งนี้ อีกทั้งเขามีบุคลิกที่คล้ายแจ็ค สแปร์โรว์ อีกด้วยคือ มีความกล้า เจ้าเล่ห์ เป็นผู้นำแต่ไม่ใช่ผู้นำแบบทางการเท่าไหร่ และถูกอังกฤษตามล่าตัวเหมือนกันด้วย!
________________________
#TWCHistory #TWCMorocco #TWC_Salmon
0 Comment