“ห้ามไปที่นั่นตอนกลางคืนเด็ดขาด!”

คำเตือนจากคนท้องถิ่นบนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ประเทศอิหร่าน ที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทันทีที่มีใครเอ่ยปากจะไปเยือน “หุบเขาแห่งดวงดาว” (Stars Valley) ในช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดิน

สถานที่แห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในเกาะเกชม์ เนื่องจากรูปทรงลึกลับภายในหุบเขาแห่งนี้ที่เกิดจากการกัดเซาะของลมและฝนเป็นเวลานานกว่า 2 ล้านปี ซึ่งสามารถพบพื้นที่ทางภูมิศาสตร์แบบนี้ได้เฉพาะที่นี่และรัฐแอริโซน่า สหรัฐอเมริกาเท่านั้น จนได้รับเลือกเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมมชาติของ UNESCO และยังเป็นอุทยานธรณีแห่งเดียวในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกด้วย

อย่างไรก็ดี รูปลักษณ์ที่แปลกและแตกต่างของหุบเขาแห่งดวงดาว ก็ทำให้เกิดตำนานพื้นบ้านอันน่าสนใจขึ้น ดังเช่นที่มาของการเกิดหุบเขาแห่งนี้

เชื่อกันว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีดาวดวงหนึ่งพุ่งตกลงมาจากฟากฟ้า กระแทกเข้าสู่พื้นโลกตรงใจกลางหุบเขา ทันใดนั้นเอง ผืนดินก็แห้งแล้งลง และก่อตัวกลายเป็นเสาหินขนาดยักษ์รูปทรงประหลาดราวกับสิ่งมีชีวิตน่ากลัวขึ้น ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นที่ว่า เอสตาลาห์-คาฟตาห์ (Estalah-kaftah) แปลว่า ดาวตก นั่นเอง

และหากใครก็ตามได้ย่างเท้าเข้าไปยังหุบเขาแห่งนี้ในเวลากลางคืนเสียแล้ว จะไม่มีทางได้กลับมา เพราะหุบเขาแห่งดวงดาวเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าญิน (Jinn) สิ่งมีชีวิตลี้ลับเหนือธรรมชาติที่มนุษย์มองไม่เห็น เชื่อกันว่า ครั้งหนึ่งเคยมีผู้รอดชีวิตกลับมาเล่าว่า เขาได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากหุบเขา

แน่นอนว่า ตำนานนี้ย่อมมีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่นักธรณีวิทยาได้เคยให้เหตุผลไว้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้เกิดจากการไหลเวียนของลมระหว่างโครงสร้างเขาวงกตของหุบเขา ฉะนั้น เมื่อลมพัดผ่านโขดหินและโพรงของเสาหินจึงเกิดเสียงลึกลับปริศนาดังกล่าวขึ้น

แม้จะยืนยันได้ว่าไร้สิ่งลี้ลับหลอกหลอน ณ หุบเขาแห่งนี้แน่นอน ทว่าการอยู่ที่นั่นยามค่ำคืนก็จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายจัดการอุทยานธรณีของเกาะเกชม์เสียก่อน จึงจะสามารถตั้งแคมป์เพื่อรับชมแสงอาทิตย์สุดท้ายเหนือโขดหินได้

และคงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการได้ชื่นชมแสงดาวนับล้านดวงด้วยตาเปล่า ณ สถานที่อันมีนามว่า หุบเขาแห่งดวงดาว อีกแล้ว