ภาพอาคารรัฐสภาเนปาลที่กำลังลุกไหม้ ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์การล่มสลายของรัฐบาลเนปาล ท่ามกลางความวุ่นวายและโกลาหลที่ปกคลุมทั่วประเทศ
ขณะนี้สนามบินหลักของประเทศถูกปิด สำนักงานพรรคการเมืองหลายแห่งถูกเผาทำลาย รวมถึงบ้านพักของผู้นำระดับสูงก็ถูกเพลิงไหม้เสียหาย
สถานการณ์ประท้วงทวีความรุนแรงเกินการควบคุม ถึงขั้นที่ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีถูกกลุ่มผู้ประท้วงหลายสิบคนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต
แม้การประท้วงครั้งนี้จะปะทุขึ้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย ทว่าแท้จริงแล้วปัญหาของเนปาลฝังรากลึกกว่านั้นมากโดยเฉพาะปัญหา “คอร์รัปชัน”
บทความนี้จึงจะมาเจาะลึกที่มาที่แท้จริงของความโกลาหลครั้งนี้ การทุจริตคอร์รัปชันกัดกินประเทศเนปาลขนาดไหน เกี่ยวอะไรกับการแบนโซเชียลมีเดีย
และทำไมประชาชนเนปาลถึงได้โกรธแค้นรัฐบาลขนาดนี้ ติดตามไปพร้อมกันครับ…
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– คอร์รัปชัน
– เศรษฐกิจไม่ดี แต่ทำไมพวกเขาถึงรวยกันล่ะ?
– ปิดกั้นเสรีภาพคือ “ฟางเส้นสุดท้าย”
– รัฐบาลล่มสลาย
– ใครคุมประเทศ?
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– คอร์รัปชัน
1. ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลเนปาลเป็นสิ่งที่อยู่คู่ประเทศแห่งนี้เลยก็ว่าได้ โดยอ้างอิงจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) พวกเขาให้คะแนนความโปร่งใส่ของเนปาลในปี 2024 อยู่ที่ 34/100 คะแนนเท่านั้น (อันดับและคะแนนเท่าประเทศไทย 😅)
2. ปัญหาคอร์รัปชันของเนปาลที่มีตั้งแต่ระดับเล็ก อย่างการรับเงินใต้โต๊ะไปจนถึงโครงการระดับประเทศโดยหนึ่งในกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือโครงการสนามบินโพครา (Pokhara Airport) ซึ่งถูกเปิดโปงว่ามีการยักยอกงบประมาณหลายสิบล้านดอลลาร์เข้ากระเป๋านักการเมือง อีกทั้งตัวโครงการเองก็ถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพและความคุ้มค่า ว่าสุดท้ายแล้วจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริงหรือไม่
3. ช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (นายกรัฐมนตรีที่พึ่งลาออกไป) แม้ว่าเขาขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 3 สมัย (2006,2015 – 2016,2018 – 2021) แต่ปัญหาทุจริตกลับไม่เคยดีขึ้นเลย ทั้งยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาก
ตั้งแต่การใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนใกล้ชิดตนเอง การแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งสำคัญโดยขาดความโปร่งใส ไปจนถึงคดีอื้อฉาวอย่าง “คดีปลอมแปลงเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน” (Bhutanese refugee scam) มีรายงานว่าบุคคลใกล้ชิดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (UML) ซึ่งเป็นพรรคของโอลี มีส่วนพัวพันกับคดีนี้ด้วย ทำให้ประชาชนโดยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หมดศรัทธาต่อระบบการเมืองของเนปาลมากขึ้นเรื่อยๆ
(คดีปลอมแปลงเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน คือคดีทุจริตใหญ่ในเนปาลที่ถูกเปิดโปงปี 2023 ซึ่งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงถูกกล่าวหาว่าร่วมกันปลอมแปลงเอกสารลี้ภัย หลอกลวงประชาชนว่า หากจ่ายเงินให้จำนวนหนึ่งก็จะถูกบันทึกเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏานและสามารถย้ายถิ่นฐานไปประเทศตะวันตกได้ แต่ความจริงทั้งหมดเป็นการหลอกลวง และทำให้ประชาชนกว่า 800 คนต้องสูญเงินมหาศาล)
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– เศรษฐกิจไม่ดี แต่ทำไมพวกเขาถึงรวยกันล่ะ?
5. ประเทศเนปาลยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ หรือที่เรียกว่า “ประเทศโลกที่สาม” ชาวเนปาล 1 ใน 5 จัดเป็นกลุ่มคนยากจน อ้างอิงจากข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ประชากรเนปาลกว่า 20% จากทั้งหมด 30 ล้านคน ถูกจัดว่าอยู่ในภาวะยากจน
ซ้ำเดิมด้วยปัญหาอัตราการว่างงานสูง อัตราการว่างงานในกลุ่มคนอายุ 15-24 ปี สูงถึง 22% โดยในปี 2566 มีรายงานว่ากลุ่มคนรวยกระจุกอยู่กับประชากรเพียง 10% ของประเทศเท่านั้นและมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนยากจนถึงสามเท่า
6. ช่วงก่อนเกิดเหตุประท้วง ชาวเนปาลโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z เริ่มใช้สื่อออนไลน์ในการโจมตีรัฐบาล มีการเปิดโปงความฟุ่มเฟือยของบรรดาลูกหลานนักการเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ทั้งรถหรู ได้เรียนเมืองนอก ได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังที่ยากจนลำบาก กระแสนี้ถูกเรียกว่า “Nepo Baby / Nepo Kid” และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามถึงรัฐบาล
7. ตัวอย่างเช่น นาย เซากัต ธาปา บุตรชายของ บินดู กุมาร ธาปา (Bindu Kumar Thapa) นักการเมืองจากพรรคคองเกรสเนปาล กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองอย่างมากในกระแส “Nepo Baby”
เซากัต ธาปา เล่าว่า เขาเริ่มต้นทำธุรกิจเมื่อปี 1993 ด้วยเงินเพียง 5,000 รูปี (ประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐในตอนนั้น) จากการปล่อยเช่ามอเตอร์ไซค์ แต่เพียง 32 ปีเท่านั้น “กลุ่มอันสุวารา” (Ansuvara Group) ของเขากลับเติบโตจนมีโรงแรม รีสอร์ต ศูนย์การค้า อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางการเงิน รวมมูลค่า กว่า 540–810 ล้านบาท
มีคนลองคำนวณเปรียบเทียบให้ดูว่า จากเงินเริ่มต้นเพียง 5,000 รูปี หากขยายตัวจนกลายเป็น 2,000 ล้านรูปี ภายในเวลา 32 ปี นั่นหมายความว่าทรัพย์สินของเขาต้องเติบโตเฉลี่ยถึง 50% ต่อปี และต้องติดต่อกันทุกปี!!!
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– ปิดกั้นเสรีภาพคือ “ฟางเส้นสุดท้าย”
8. เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มทำให้รัฐบาลสั่นคลอน รัฐบาลเนปาลกลับออกคำสั่งอย่างมีนัยยะ ให้บริษัทโซเชียลมีเดียทุกแห่งต้องลงทะเบียนและจัดตั้งสำนักงานภายในประเทศภายใน 7 วันนับจากนี้ หากไม่ปฏิบัติตามแพลตฟอร์มเหล่าจะถูกสั่งปิดโดยทันที
9. คำสั่งนี้ออกมากระชั้นชิดมาก แม้รัฐบาลจะให้เหตุผลว่าก็เพื่อเป็นการป้องกันข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูล ป้องกันสแกมเมอร์และอื่นๆ ทว่าประชาชนกลับเห็นต่างไป พวกเขามองว่ารัฐบาลกำลังปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และใช้เรื่องนี้เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น
10. เมื่อครบกำหนด 7 วันที่รัฐบาลกำหนดไว้ บริษัทโซเชียลมีเดียต่างชาติส่วนใหญ่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ทัน รัฐบาลเนปาลจึงเดินหน้าบล็อกแพลตฟอร์มยอดนิยมกว่า 26 แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, X, YouTube, WhatsApp, Instagram, LinkedIn และ Reddit สร้างความขุ่นเคืองให้ประชาชนอย่างมาก และเริ่มต้นการประท้วงในที่สุด
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– ม็อบ Gen Z
11. ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับการใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งการสื่อสาร การเรียน และการทำงาน เมื่อช่องทางหลักในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของพวกเขาถูกปิดไป พวกเขาจึงรู้สึกไม่พอใจ เพราะกำลังถูกจำกัดเสรีภาพ จึงตัดสินใจออกมารวมตัวชุมนุมบนท้องถนนเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อคำสั่งนี้
12. การชุมนุมเริ่มต้นเพียงไม่นาน กระแสต่อต้านก็เริ่มลุกลามอย่างรวดเร็ว ทว่าภายในเวลาเพียง 5 วัน การชุมนุมที่เริ่มต้นอย่างสันติก็พัฒนาไปสู่ความตึงเครียดจนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ในที่สุด เมื่อผู้ชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุพยายามฝ่าแนวป้องกันของเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่อาคารรัฐสภา ทว่าเจ้าหน้ากลับตอบโต้ด้วยการใช้กำลังรุนแรง
13. มีการยิงกระสุนจริงและแก๊สน้ำตา รวมทั้งการทุบตีผู้ประท้วงด้วยกระบอง การใช้กระสุนยาง และรถฉีดน้ำจน เหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่นี้มีผู้เสียอย่างน้อย 19 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มาร่วมชุมนุม ทำให้การประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่การประท้วงเพื่อเสรีภาพบนโลกออนไลน์อีกต่อไป
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– รัฐบาลล่มสลาย
14. เหตุสลายการชุมนุมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ทำให้ชาวเนปาลทุกกลุ่มวัยเดือดดาลมาก และเริ่มออกมาประท้วงรัฐบาลในประเด็นทุจริตคอร์รัปชัน แม้ว่าผู้นำระดับสูงของรัฐบาลร่วมไปถึงนายกรัฐมนตรีประกาศลาออก พร้อมปลดแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยหวังให้สถานการณ์สงบลง แต่มันก็ไม่ทันการเสียแล้ว
15. ผู้ชุมนุมบุกโจมตีอาคารสภาและสถานที่ราชการหลายแห่งทั่วกรุงกาฐมาณฑุ ไม่เพียงแต่จุดไฟเผาอาคารรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปเผาบ้านพักของอดีตนายกรัฐมนตรี บ้านของนักการเมืองชั้นนำ สำนักสื่อ และศาลสูงของประเทศ
16. การบุกเผาบ้านเรือนของผู้นำระดับสูงก็ทำให้เกิดเรื่องน่าสลดขึ้น เมื่อภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล จาลานาถ ข่านาล วิ่งหนีตายออกจากบ้าน แต่กลับถูกกลุ่มผู้ชุมนุมรุมทำร้ายและจุดไฟเธอ ทั้งที่เธอยังคงมีชีวิต
17. เริ่มมีคลิปวิดิโอหน่วยงานราชการเนปาลหลายแห่งถูกเผา คลังเก็บอาวุธถูกบุกยึด นักการเมืองถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิต และไม่มีท่าทีว่าสถานการณ์จะสงบลงได้เลย
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– ใครคุมประเทศ?
18. ขณะนี้เนปาลกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน รอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ แม้นายกรัฐมนตรีโอลีจะประกาศลาออกแล้ว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรักษาการต่อไป ในกรุงกาฐมาณฑุและทั่วประเทศเนปาลมีการประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมสถานการณ์ และกองทัพของประเทศได้ถูกส่งมา “ควบคุมความสงบเรียบร้อย”
ทว่าความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อ เนื่องจากกองทัพยังไม่ได้เข้ามาแทรกแซง และส่วนใหญ่ของกำลังทหารยังคงตรึงกำลังอยู่ภายในค่ายทหาร
19. สถานการณ์ประท้วงในเนปาลยังคงต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่านี่คือจุดสูงสุดของการประท้วงแล้วหรือยัง หรืออาจมีเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ เกิดขึ้นอีกในไม่กี่วันข้างหน้าหรือไม่ สถานการณ์ที่เนปาลจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปครับ
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
#TWCSummary #TWCNepal #TWC_Salmon
0 Comment