ข่าวกัมพูชายื่นฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอีกครั้งเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 ที่ผ่านมา อาจทำให้บางคนรู้สึกตื่นตระหนกว่าไทยอาจกำลังเสียดินแดนอีก

แต่ในคดีที่อาจเกิดขึ้นใหม่นี้ เชื่อว่าผลอาจไม่ออกมาเป็นคุณกับกัมพูชาเหมือนเดิมจาก 2 เหตุผลใหญ่:

1️⃣ เหตุผลแรกจากเขตอำนาจของศาล เนื่องจากในคดีเดิมไทยยอมรับอำนาจของศาลโลกเป็นเวลา 10 ปีในช่วงปี 1950-1959 (กัมพูชายื่นฟ้องศาลโลกในปี 1958) แต่หลังจากปี 1959 ไทยประกาศมาโดยตลอดว่าไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลกอีก

ซึ่งหากคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ยินยอมรับอำนาจศาลพร้อมกัน อีกกรณีหนึ่งที่คู่กรณีฝ่ายเดียวสามารถเริ่มคดีได้คือต้องมีพื้นฐานทางกฎหมายที่ให้อำนาจศาลพิจารณาคดี ซึ่งเท่าที่ทราบกลไกปัจจุบันคือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่จัดตั้งขึ้นตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2000 ไม่มีการส่งเรื่องต่อไปยังศาลโลก …เท่ากับว่ากัมพูชาจะต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่าศาลโลกจะเข้ามามีอำนาจในคดีใหม่นี้ได้อย่างไร 🧐

2️⃣ เหตุผลที่สองคือเรื่องข้อเท็จจริง ในคดีเก่าศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาเนื่องจากทางการสยามไม่ได้โต้แย้งว่าตัวปราสาทเป็นของตัวเองแม้จะผิดจากเนื้อหาสนธิสัญญากับฝรั่งเศส ดังนั้นศาลจึงใช้หลัก “นิ่งเฉยเท่ากับยอมรับ” ยกให้ปราสาทเป็นของกัมพูชาไป (จริงๆ ตามกฎหมายไทยก็มีหลักทำนองนี้อยู่เหมือนกัน เช่น หลักอายุความ หรือครอบครองปรปักษ์)

แต่จริงๆ ศาลโลกไม่ได้ตัดสินตัวเส้นเขตแดนโดยตรง แปลว่ายังไม่รับพิจารณาที่มาว่าเส้นเขตแดนของใครถูกต้อง ทั้งนี้บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศข้อหนึ่งคือ “สนธิสัญญา” ที่ไทยยึดถืออยู่ (หมายถึงสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1904) ส่วนกัมพูชานั้นยึดถือตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำ ซึ่งหากกัมพูชาไม่มีหลักฐานอย่างอื่น เทียบกันแล้วน้ำหนักของหลักฐานฝ่ายกัมพูชานั้นอ่อนกว่าหลักฐานที่ไทยมีอยู่มาก

และที่ผ่านมาดูเหมือนว่าทางการไทยไม่ได้นิ่งเฉยกับพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวคือมีการจับกุมคนกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาฝั่งไทย เหตุการณ์นี้นี้ทำให้หลัก “นิ่งเฉยเท่ากับยอมรับ” ไม่สามารถนำมาใช้กับคดีใหม่ได้

จากทั้งหมดที่ระบุมาจึงเชื่อว่าในคดีใหม่ศาลคงไม่ได้ตัดสินเข้าข้างกัมพูชาง่ายๆ เพราะมีสองประเด็นใหญ่ที่กัมพูชาจะต้องคัดค้านให้ได้นั่นเอง… 🧐

#TWCSummary #TWCThailand #TWCCambodia TWC_Cheeze